คือผมคิดว่าเวลาเราพูดถึงความตายเนาะความ ตายนี่คล้ายๆมันเป็นข้อเท็จจริงที่เรา ประจักษ์อยู่แล้วใช่มยแล้วก็โอเคแต่การ นิยามความตายนี่มันไม่เหมือนกันใช่มั้ย ครับในปรัชญาในศาสนาแล้วก็ในวิทยาศาสตร์ เนี่ยก็อาจจะมองความตายกันคนละมิติคนละ แบบนะครับเอ่อในปรัชญาในคล้ายๆนักปรัชญา หลายคนเนี่ยพูดว่าความตายนี่มันเป็น เรื่องลึกลับเพราะว่าเราไม่สามารถมี ประสบการณ์ตรงต่อมันในขณะที่เรามีชีวิต อยู่ได้อะไรเงี้ยได้มันก็เลยเป็นเรื่อง สิ่งที่มันอาจจะถูกเรียกเป็นเรื่อง ประสบการณ์ของคนอื่นเสมอนะครับเพราะ ฉะนั้นเนี่ยเวลาที่เราทำความใจความตายตัว มันเลยเนี่ยนะฮะก็คล้ายๆมันมันอาจจะพูด ถึงได้ยากนะครับอันนี้ก็คือจะเป็นประเด็น นึงในทางปรัชญาว่าคล้ายๆมันเป็น ประสบการณ์ของคนอื่นนะเรารู้จักมันได้แต่ โดยอ้อมเท่านั้นใช่มั้ยครับแต่ว่าในศาสนา เนี่ยผมคิดว่ามองความตายไว้หลากหลายมิติ แล้วก็อาจจะต่างกับปรัชญาอยู่บ้างนะครับ ก็คือศาสนาเกือบทุกศาสนาเนี่ยไม่ได้มอง ว่าชีวิตมันสิ้นสุดแค่นี้ใช่มั้ยครับไม่ ได้มองว่าเราเกิดมาแล้วก็จบทุกอย่างสูญ สลายใช่มั้ยครับความตายเี่มันเหมือนเป็น เรื่องของภพหน้าคเป็นเรื่องของการเดินทาง ต่อนะครับเป็นเรื่องของการหมุนเวียนนะ ครับซึ่งแต่ละศาสนาก็อาจจะพูดแตกต่างกัน นะครับซึ่งเราอาจจะแบ่งใหญ่ๆออกเป็น 2 พวกก็ได้นะครับก็คือพวกที่เป็นศาสนากลุ่ม เทวนิยมที่เานับถือพระเจ้าเนาะมันก็จะมอง ว่าการตายนี่มันคือการเดินทางไปสู่โลก อื่นนะซึ่งก็ตามแต่ความดีความชั่วที่ทำมา ใช่มั้ยแล้วก็สิ้นสุดแค่นั้นใช่มั้ยครับ คุณอาจจะไปอยู่ในสวรรค์เอ่อในไฟชำระในนรก อะไรก็ว่าไปนะฮะอ่าอันนั้นก็คือกลุ่มนึงไ กลุ่มกลุ่มนึงเนี่ยโดยเฉพาะศาสนาในกลุ่ม อินเดียนะครับก็คือไม่ว่าจะเป็นฮินดูพุทธ ไชนะซิกอะไรก็ตามแต่เนี่ยกลุ่มนี้เนี่ย มองเอ่อชีวิตเป็นวัฏจักรนะครับที่เราอาจ จะเรียกว่าวัฏสงสารอะไรเงี้ยนะงั้นความ ตายเนี่ยมันก็คือการเปลี่ยนไปสู่อีกภพนึง แต่มันก็จะกลับมาอีกใช่มยมันไม่ได้เป็น การตายครั้งเดียวนะครับมันจะเป็นการตาย ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันก็จะไป เกี่ยวข้องกับเรื่องอ่าคอนเซปเรื่องกรรม ความดีความชั่วเช่นเดียวกันนะครับที่จะ ผลักดันเราไปสู่ภพภูมิแบบไหนผมคิดว่า ศาสนาก็อาจจะมองความตายไว้แบบนี้และแน่ นอนมันก็จะมีดีเทลมีรายละเอียดนะครับเช่น เ่อพุทธศาสนาแบบทิเบศก็อาจจะมองว่าเอ่อ นอกเหนือจากเป็นเรื่องของการเปลี่ยนภพ ภูมิเนี่ยมันเป็นโอกาสนะครับของการตื่น รู้ของการตรัสรู้ธรรมของอะไรบางอย่างที่ เป็นช่วงสำคัญของของการเกิดมาเป็นมนุษย์ อะไรประมาณเนี้ยนะครับอันนี้ก็คือคิดว่า มุมมองเป็นแบบนี้แต่ว่าวิทยาศาสตร์เนี่ก็ อาจจะต่างออกไปเพราะว่าวิทยาศาสตร์เนี่ยเ ไม่ได้มีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณหรือว่า โลกโลกหน้าเนาะฉะนั้นการให้กรอบคำนิยาม ความตายเนี่ยค่อนข้างเป็นเรื่องกภาพที่ ชัดเจนใช่มั้ครับในปัจจุบันเนี่ยเราก็มี 2 เกณฑ์ใหญ่ๆเนาะก็คือสมองกับหัวใจอยู่ทำ งานใช่มั้ยครับแล้วก็จบก็จากนั้นก็เป็น เรื่องของการสูญสลายเ่อตัว Element ธาตุ ต่างๆตามธรรมชาติแล้วก็จบแค่นั้นนะฮะอัน นี้ก็คือนิยามความตายในแบบวิทยาศาสตร์ เนาะบบคิดว่ามันมันจะเห็นมุมใหญ่ๆอยู่ ประมาณ 3 มุมปัญาศาสนาวิทยาศาสตร์ วทยาศาสตร์เผมว่าเข้าใจเข้าใจได้อครับผม สงสัยว่าศาสนาทำไมเขาถึงต้องเชื่อเรื่องเ ว่ามันมีโรคหน้าว่าทำไมตายแล้วมันต้อง กลับมาอีกใช่มอธิบายแบบแบบรากฐานที่เข้า ใจได้ง่ายที่สุดเลยนะครับผมคิดว่าศาสนา เนี่ยมันผูกพันมนุษย์กับธรรมชาติเข้าด้วย กันเนาะทีนี้เนี่ยมนุษย์ในยุคโบราณคือ ศาสนาเนี่มันเป็นปปรากฏการณ์โบราณที่สุด ของมนุษย์อันนึงนะฮะมนุษย์เนี่ยเริ่ม สังเกตว่าเอ่อเวลาเราเห็นพืชนะครับมัน เกิดขึ้นเนาะแล้วก็มันก็มีเมล็ดพันธุ์มี ผลผลิตของมันนะครับแล้วก็มล็ดพันธุ์เหล่า นี้ก็ตกลงไปพืชมันก็ตายนะครับแต่ว่าในฤดู กาลถัดไปหรือว่าในปีถัดไปเนี่ยไอ้พืชชนิด นั้นเนี่ยมันจะงอกเงยขึ้นมาใหม่นะครับ คล้ายๆมันเป็นวัฏจักรคือพืชนี่มันเป็นตัว อย่างให้เห็นว่าชีวิตนี่มันหมุนเวียนนะ ครับอันนี้มีหลักฐานในคัมภีร์เก่าๆของ ฮินดูอย่างเช่นอุปานิสัสเนี่ก็พูดว่า ชีวิตคนนี่มันเหมือนข้าวโพดคือเกิดเติบโต มาสุบงอมเมล็ดก็ร่วงหลดลงไปแล้วก็ตายตาย เสร็จมันก็กลับมาเกิดใหม่ผมคิดว่าอันนี้ เลยเป็นเป็นเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่ มนุษย์เห็นนะครับแล้วเชื่อมโยงไปว่าเออ ชีวิตมนุษย์เนี่ยไม่ได้ต่างกับสิ่งอื่นใน
โลกธรรมชาติฉะนั้นเนี่ยจุดเริ่มต้นของการ เชื่อว่ามันมีการหมุนเวียนของชีวิตมีการ เวนว่ายไตเกิดเนี่ยผมเข้าใจว่ามันมาจาก การเข้าใจธรรมชาติแบบนี้อันนี้ก็เป็นอัน นึงเนาะที่ง่ายที่สุดที่จะอธิบายว่าทำไม ศาสนาเนี่ยถึงเชื่อว่ามันมีการหมุนเวียน หรือมีโลกหน้านะครับแลนอกจากนี้เนี่ยผม คิดว่ามันเป็นปัญญาบางอย่างของคนโบราณน่ะ ที่ที่นี่คือพยายามอธิบายให้ดูไม่ไม่ มิสติกมากนะไม่ไม่ดูเป็นลึกลับมากเนี่ยนะ ที่จะเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับคนที่ตายไป แล้วนะครับคือคนที่ตายไปแล้วเนี่ยเราไม่ รู้หรอกว่าเไปไหนนะนะครับแต่คล้ายๆมันมี ความหวังมันมีอารมณ์ความรู้สึกมันมีความ ผูกพันมันเลยทำให้เรารู้สึกว่าเขาไม่ได้ จากไปนะครับเขามีมันก็เลยมีคำอธิบาย เรื่องชีวิตในภพภูมิอื่นซึ่งซึ่งแบบที่ ง่ายที่สุดก็คือมันเหมือนกับโลกเรานะครับ ในศาสนาโบราณทั้งหลายเนี่ยมองว่าปรโลก เนี่ยมันเหมือนโลกมนุษย์แหละเพราะฉะนั้น เนี่ยเราก็จะเห็นว่าในในโลกโบราณเนี่ยเขา ฝังศพแล้วเก็เอาของใช้ไปให้ด้วยใช่มั้ย ซึ่งมันก็กลายมาเป็นพัฒนาเราเผากระดาษ เงินกระดาษทองอะไรเงี้ยนะก็คือเชื่อว่า โลกปลโลกเนี่ยมันก็ไม่ได้ต่างกับโลกเรานะ ครับเป็นความรู้สึกของความผูกพันที่ มนุษย์มันยังเชื่อมโยงกันได้นะครับแล้ว เอ่อผู้ตายหรือบรรพชนหรือวิญญาณเหล่า เนี้ยก็ยังสัมพันธอยู่กับตัวมนุษย์อยู่นะ ไม่ได้ไม่ได้ตัดขาดจากกันผมคิดว่าอันนี้ ก็เป็นอีกอีกเหตุผลนึงในด้านมิติทาง อารมณ์ความรู้สึกที่ทำให้ศาสนาเชื่อแบบ นั้นแต่มันมีจริงไม่จริงนะครับว่าไอ้โลก หน้าปรโลกชีวิตหลังความตายเี่ก็คงตอบไม่ ได้นะครับเพราะว่ามันก็เป็นเรื่องของความ เชื่อทางศาสนาแต่ว่าผมคิดว่าถ้ามองจาก ปัจจัยอื่นๆเนาะบริบททางประวัติศาสตร์ เอ่อบริบททางมิติทางอารมณ์ความรู้สึกก็จะ เป็นอย่างนั้นครับครับเอ่อในฐานะมนุษย์ ที่ส่วนใหญ่มีศาสนาอย่าเงี้การเชื่อแบบ เนี้ยมันมีผลผลดีต่อเขาในเรื่องของการนึก ถึงของผู้ที่จักไปเพียงอย่างเดียวมั้ย ครับหรือว่ามีเรื่องอื่นคือผมคิดว่าพอมอง ชีวิตว่ามันมีเอ่อโลกหน้าเนาะนะฮะแล้วมัน ก็แล้วก็ผู้ตายเี่ก็ไม่ได้หายไปไหนใช่ มั้ยครับแน่นอนอย่างแรกเนี่ยมันก็มอบความ หวังและความการรักษาความผูกพันเอาไว้ใช่ มั้ยครับคือคือเราไม่ได้ตัดขาดกันน่ะกับ คนที่ที่เราตายที่ตายจากเราไปแล้วใช่มั้ย ครับแม้ว่าเจะอยู่ในรูปแบบไหนก็ตามใช่ มั้ยครับเรายังสามารถที่จะสัมพันธ์กับเขา ได้เนาะอันนี้ก็อันนี้ก็อันนึงนะครับเ่อ แต่ 2 ผมคิดว่ามองในแง่มุมของโอกาสก็ได้ คือศาสนามันมอบโอกาสให้อ่ะเช่นเออโอเคคุณ อาจจะแย่มาแล้วชีวิตนี้นะคุณก็รอโอกาส คราวหน้าที่คุณจะจะปรับปรุงตัวหรือคุณจะ แก้ไขในสิ่งที่คุณพลาดไปแล้วอะไรเงี้ยคือ ค้าๆศาสนามันให้โอกาสนะฮะเพราะไม่งั้น เนี่ยถ้าเกิดมองว่าทุกสิ่งสุดท้ายมันก็ เสื่อมสูญไปไปหมดเนี่ยนะครับมันก็ฟังดู หน่าเศร้าเนาะแต่ว่าถ้าเกิดเอ้ยเรายัง สามารถที่จะกลับมานะครับหรือเรายังได้พบ เจอคนที่เรารักในรูปแบบอื่นๆอีกเนี่ยมัน มันก็มอบโอกาสเเหล่านั้นให้นะครับแล้วผม คิดว่ามันมีแง่มุมบางแง่มุมที่น่าสนใจ เช่นการอธิบายเรื่องภพชาติแบบพุทธเนี่ยนะ ครับโดยเฉพาะในฝั่งมหายานะครับมหายาเนี่ย อธิบายว่าพอเราเกิดมาไอ้ภพชาติหมุนเวียน เนี่ยมันมันพูดไม่ได้หรอกว่ามันกี่ครั้ง มาแล้วมันมันนับต้นไม่เจอ่ะฮะงั้นเรา เนี่ยหมุนเวียนเกิดมาเป็นสารพัดสิ่งเนี่ย มากมายกายกองทีนี้เนี่ยมองในอีกแง่มึงอีก แง่นึงเนี่ยเพราะฉะนั้นไอ้้คนที่เรารัก ทั้งหลายเนี่ยก็ก็เหมือนกันฮะล้วนไปเกิด ในสภาพต่างๆมากมายและเพราะฉะนั้นมหาา เนี่ยก็เลยมีวิธีคิดอันนึงที่น่าสนใจที่ บอกว่าสุดท้ายแล้วเนี่ยทุกๆคนเคยเป็นแม่ เราอ่ะเออทุกๆคนเคยเป็นแม่เราหมดนะฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ยเราจำเราจึงควรที่จะต้อง มีเมตตาต่อสสรรพสัตว์อย่างถ้วนหน้าเพราะ ว่าเราไม่รู้เลยว่าใครเนี่ยเารักเรามา ขนาดไหนเคเคยเป็นแม่เราแม้กระทั่งสศตของ เราในปัจจุบันชาติเนี่ยก็อาจจะเคยเป็นแม่ เราก็ได้ผมคิดว่าศาสนาเนี่ยก็ทำให้เรื่อง เยมันเข้าไปสู่อีกมิตินึงก็คือมิติเรื่อง เ่อศีลธรรมใช่มั้ครับที่ทำให้เราสามารถ ที่จะสัมพันธ์กับคนอื่นผ่านมุมมองแบบนี้ ได้ด้วยทีนี้ในมุมปรัชญาเมื่อกี้เราบอก ว่าเราอ่าไม่เราไม่สามารถทราบได้นะว่า หลังความตายเป็นยังไงแล้วก็ในมุมของนัก ปรัชญาเองก็น่าจะน่าจะต้องเป็นเรื่องถุก เถียงกันเอ่อการมองแบบในมุมนั้นมันมีมัน มีข้อน่าสนใจว่าดีดีกว่าศาสนามยครับอัน นี้ผมอาจจะถามในมุมแบบถ้าเราจะพูดถึง เรื่องความตายการมองในอืแบบน่าจะน่าจะน่า จะดีกว่าคือผมคิดว่าการมองความตายเป็นแบบ ไหนในแง่นึงมันก็เป็นทางเลือกเนาะใช่มั้ย ครับที่แต่ละคนเนี่ยเ่อคิดว่ามุมมองไหน
มันจะให้ประโยชน์หรือมีความสำคัญต่อชีวิต ใช่มั้ยครับแน่นอนมองแบบปรัชญาเนี่ยมัน ค่อนข้างยากนิดนึงเพราะว่าโอเคมันจริง อยู่แหละเราไม่มีประสบการณ์ต่อเรื่องนี้ ได้โดยตรงหรอกใช่มยซึ่งบางทีนักนักการ ศาสนาอาจจะเถียงก็ได้นะฮะเออแต่ว่าเอ่อพอ มองแบบนี้ปุ๊บเนี่ยพอมันกลายเป็นความลึก ลับเนี่ยสุดท้ายนักนักนักคิดบางคนเก็จะ เสนอว่าูก็ต้องโฟกัสที่ชีวิตเพะอยู่ตอบ ไม่ได้หรอกว่าความตายมันเป็นยังไงใช่มั้ย ครับเ่อหรือว่าแต่ในขณะเดียวกันน่ะเราก็ ต้องไม่ลืมว่าในนักปรัชญาฝั่งคริสศาสนา เนี่ยเก็พูดเรื่องมรณานุสติเนาะเออนะครับ เ่อทีนี้ไอ้ๆไอ้มรณานุสติแบบแบบไม่ว่าจะ แบบไหนเนี่ยมันจริงๆเนี่ยมันมีผลสำคัญต่อ ชีวิตไงฮะเพราะว่าแน่นอนเราไม่รู้เลยว่า ความตายมาวันไหนฮะ 2 เอ่อเราไม่รู้เลยว่า มันจะเป็นยังไงใช่เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรา จะต้องให้ความสำคัญมากๆคือการทำชีวิตที่ อยู่ในแต่ละวันเมันมีประโยชน์ผมก็คิดว่า โอเคในแง่เนี้ยศาสนากับปรัชญามันอาจจะพอ จอยกันได้อยู่ในมุมนี้ใช่มยฮแต่ว่าอย่าง ที่บอกถ้ามองว่าเอ๊ะตกลงเราก็ไม่รู้หรอก ว่ามันเป็นยังไงแล้วมันก็เป็นเรื่องของ ประสบการณ์ตรงของคนอื่นอย่างเงี้ยเราก็ อาจจะพอให้มุมเมันกลับมาทบทวนชีวิตบ้างก็ ได้ซึ่งผมคิดว่าโอเคก็ก็ก็ Enjoy แล้วกัน ว่าจะเอาแบบไหนนะครับผมอาจจะลลระล้วงไป ต่อในมุมอาจารย์สมมติตัดความเป็นนัก ปรัชญาตัดความเป็นอาจารย์ไปในในมุมของ อาจารย์เองอจารย์มองแบบไหนผมเป็นศาสนิกชน นะครับแม้ว่าผมจะสอนปรัชญาผมเป็นศาสนิกชน นะครับผมก็มองความตายในแบบที่ศาสนาพูดนะ ครับคือคือความตายนี่มันเป็นเรื่อง ประหลาดอยู่อย่างนึงนะฮะแน่นอนก็คล้ายๆ ปรัชญาแหละเรายังไม่มีประสบการณ์ตรงต่อ มันแต่เราก็ใกล้ชิดมันผ่านการตายของคน อื่นใช่มั้ยครับแล้วผมก็ผมก็ด้วยความที่ มีความเชื่อเนาะมีศรัทธาเนี่ยผมก็เชื่อ ว่ามันมีภพอื่นนะครับมันมีโลคหน้านะครับ แล้วก็คนที่ตายไปแล้วจากเราในโลกนี้เนี่ย ก็ยังสสันกับเราได้นะครับยังมีการเดินทาง ต่อไม่ว่าเราหรือเขาผมผมอาจจะมองจากมุม มุมแบบนี้ทางศาสนาเนาะแล้วผมก็คิดว่ามุม มองแบบเมันมันให้ความหวังแล้วก็ให้อะไร บางอย่างกับผมนะครับผมก็ผมเป็นศาสนิกครับ เอ่อเมื่อหลายปีก่อนเนี่ยคุณแม่คุณแม่ของ ผมนะป่วยนะครับแล้วก็กว่าที่เราจะเ่อจะ รู้ก็คือคุณแม่เนี่ยก็อยู่ในระยะลุกลามนะ ก็คือคุณแม่เป็นมะเร็งเนาะนะครับในอยู่ใน ระยะลูกามทีเนี้ยพอคุณแม่ป่วยเนี่ยอาการ ก็ทรุดลงอย่าอย่างรวดเร็วฮะอย่างรวดเร็ว มากๆฮะพอทราบก็เร็วมากๆทีเนี้ยก็เป็น เรื่องใหญ่ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทำยังไง นะครับอ่าผมในฐานะลูกชายคนโตเนี่ก็ต้อง ช่วยคุณพ่อคิดนะว่าเออเราจะเราจะดูแล เรื่องนี้ยังไงสุดท้ายเนี่ยเ่อพอคุณแม่ อาการหนักขึ้นเรื่อยๆนะครับเราก็โชคดีที่ โรงพยาบาลที่บ้านผมมันมีกขบวนการกระบวน การที่เรียกว่าพี care แล้วนะก็คือกระบวน การรักษาแบบประคับประคองเนาะก็ก็พาคุณแม่ เข้ากระบวนการนี้นะครับแล้วก็เ่อช่วงเวลา ทั้งหมดนั้นเนี่ยจริงๆหลังจากที่รู้ว่า คุณแม่ป่วยเนี่ยประมาณแค่ 2 อาทิตย์เองนะ ครับผมผมจำได้เลยว่าช่วงท้ายๆที่ผมลงไป อยู่กับคุณแม่เนี่ยไม่กี่วันก่อนคุณแม่ เสียเนี่ยนะครับเ่อพอคนเป็นมะเร็งตับ เนี่ยเา้าก็จะเบลอเนาะอาการเก็จะเบลอแล้ว ก็จะโต้ตอบได้ช้าลงนะครับนะแล้วก็นอนเป็น ส่วนใหญ่อะไรเงี้ยนะผมผมก็จำได้ว่ามัน เป็นการต่อสู้กันมากเลยในความรู้สึก ระหว่างความหวังกับความกลัวเนาะในแง่นึง เนี่ยเราก็กลัวมากเลยว่าคุณแม่จะเสียะนะ ครับคือคุณแม่เนี่เป็นคนที่ผมรักที่สุดใน ชีวิตเลยนะเคุณแม่จะต้องเสียนะครับ 2 ก็ คือเ่าเราก็ยังมีความหวังที่มันโผล่มาเอา หน้าคุณแม่อาจจะอยู่ต่อได้อีกหน่อยอะไร เงี้ยคือมันก็จะมีอย่างเงี้ยสู้กันตลอดนะ แต่ว่าอ่าอยู่มาวันนึงฮะอันนี้ก็เป็น เรื่องที่น่ากลัวมากเลยอยู่มาวันนึงผมก็ อยู่คุณแม่คุณแม่ก็นอนอยู่ผมก็นั่งอยู่ ที่ที่โซฟาข้างๆเตียงเนี่ยแล้วมันมี วินาทีของความรู้สึกนึงเกิดขึ้นนะคล้ายๆ เหมือนกับว่ามันดับประเด็นเรื่องความหวัง กับความกลัวไปแล้วะก็คือมันมีคำตอบอย่าง ชัดเจนว่าคุณแม่ต้องเสียชีวิตแน่ๆ อ่าพูดแล้วมันเหมือนในในวรรณกรรมศาสนาเลย ฮะที่แบบเ่อยมทูตเนี่ยมายืนอยู่ปลายเตียง ผมรู้สึกอย่างงั้นเลยนะฮะรู้สึกอย่างงั้น จริงๆแบบี่อะไนะยมทูตมายืนอยู่ปลายเตียง
ฮะแล้วขนก็ลุกเกลียวเลยนะฮะแล้วก็รู้เลย ว่าโอเคสิ่งที่เราต้องทำต่อก็คือเราก็ ต้องยอมรับกระบวนการนี้ทำให้มันดีที่สุดเ ที่จะทำได้นะครับอ่า สุดท้ายเราก็ตัดสินใจพาคุณแม่กลับบ้านนะ ครับเพราะว่าผมคิดว่าเออท่านเสียที่บ้าน น่าจะดีที่สุดนะแต่โชคดีมากนะครับที่ที่ เอ่อบุคลากรทางการแพทย์เนี่ยเค้าเให้ความ ร่วมมือกันดีมากในการที่จะบอกระยะอาการ ประเมินผลทุกวันนะแทบจะแทบจะทุกชั่วโมงนะ ครับเราก็พาคุณแม่กลับบ้านแล้วผมก็จัดการ ตายให้คุณแม่อย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็น ไปได้ในความสงบมีญาติพี่น้องนะครับมีอ่า การให้ยาแค่ปวดเท่าที่จำเป็นนะครับมี เสียงสวดมนต์นะครับเราอยู่ร้อมลายรอบตอน ที่คุณแม่เสียชีวิตผมคิดว่ามันเป็น โมเมนต์ ที่คือคือผมมักจะพูดกับใครเสมอว่าบางที การตายของคนที่เรารักเนี่ยมันเป็นบทเรียน สุดท้ายที่เขาให้เราอึเนาะเพราะว่าเรา ต้องผ่านอะไรมาเยอะแยะเลยนะครับกว่าที่ เราจะส่งเขไปสู่ที่อื่นต่อนะครับผมก็ผมก็ มีความมุ่งมุ่งหวังว่าเออคุณแม่จะจากไป อย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะครับ แล้วคุณแม่ก็จากไป เอ่อหลังจากนั้นเนี่ยเราก็เราก็จัดการ เรื่องงานงานศพเนาะนะฮะอย่างดีแล้วมีน้ำ ใจจากหลายที่หลั่งไหลมาซึ่งมันช่วยเรามาก เลยฮะในเวลานั้นผมก็เลยรู้ว่าเออการที่ เราไม่ได้เป็นมนุษย์โดดเดี่ยวในโลกนี้ เนี่ยแล้วมันมีคนอีกมากมายที่รักคุณแม่ เนี่ยมันช่วยประคับประคองคนที่เหลืออยู่ ยังไงบ้างนะครับงานศพผ่านไปเนี่ยนะก็เลย ไอ้เป็นพีเรียดที่น่ากลัวที่สุดและในช่วง เวลาของมีคนรักจากไปช่วงที่เราอยู่ใกล้ๆ เขาเนี่ยตอนก่อนเขาจากไปเราก็จะโฟกัสที่เ เนาะมีความรู้สึกกับเคอยู่กับเตลอดเวลา เราช่วงศพเราก็จะยุ่งยุ่งๆๆยุ่งๆๆจนไม่ ได้คิดอะไรนะฮะเอ่อแต่พอหลังจากนั้นนะฮะ ทุกอย่างสงบลงทุกอย่างจะต้องดำเนินไปตาม ปกติของมันเนี่ยโอ้โหผมว่าเป็นช่วงเวลา ที่ที่ที่น่ากลัวที่สุดในตอนนั้นเลยนะฮะ ความคิดถึงนะครับความรู้สึกว่าเอ้ยตกลง มันจริงหรือไม่จริงเนี่ยเรื่องทั้งหมดนี้ ใช่มั้ยครับตกลงแล้วยังไงกันแน่แม้ว่าผม จะเป็นคนมีศรัทธานะผมก็ไม่แน่ใจนะฮะว่า มันจริงหรือเปล่าหรือมันเป็นไปตามอย่าง ที่เราหวังหรือเปล่าไม่มีคำตอบอะไรเลยฮะ แล้วผมก็คิดว่าผมก็โยนตัวเองไปในความ เวิ้งว้างของการไม่มีคำตอบอันนั้นนะครับ ผมไม่สามารถตอบได้จริรหรอกว่าทั้งหมดนี้ มันคืออะไรตกลงที่เราเคยเรียนศาสนามาการ ตายไม่มีอยู่จริงการเกิดไม่มีอยู่จริงแบบ ในเอ่อคัมภีร์ตกลงก็เห็นอยู่กับตาว่ามัน เป็นอย่างงี้ให้ตกลงมันคืออะไรกันแน่ผมก็ ไม่มีคำตอบฮะแล้วผมก็แต่แต่อาจจะโชคดีที่ ผมมีเ่าเพื่อนฝูงในทางธรรมะเนาะแล้วก็เขา ก็บอกว่าเออไม่ต้องรีบออกจากภาวะนี้ก็ อยู่ไปแล้วผมคิดว่านี่คือภูมิปัญญาของการ ทำสิ่งที่เรียกว่าไว้ทุกข์อฮะผมก็ไว้ ทุกข์คุณแม่ 100 วันเนาะก็คือโอเคเราก็จะ ไม่ออกจากความทุกข์เนี่ยอยู่กับมันไปฮะ บ่มเพาะกับมันไปนะจนกทั่งผ่านไปนะครับ แล้วก็แล้วก็แม้กระทั่งทุกวันเนี้ยผ่านมา หลายปีแล้วก็ยังคิดถึงแม่นะก็ยังคิดถึง คุณแม่อยู่เสมอก็ก็คิดว่ามันก็เป็น ประสบการณ์ที่สำคัญครั้งนึงในชีวิตนะครับ ที่ที่เราอาจจะไม่ได้มีคำตอบอะไรที่ชัด เจนกับเรื่องนี้หรอกแต่เราก็ควรจะอยู่กับ ภาวะนั้นอือๆครับเมื่อกี้อาจารย์มีพูด้อ บทเรียนระหว่างระหว่างคนที่อยู่กับคนที่ จากไป้าถ้า้าในมุมคุณแม่อาจารย์มองบท เรียนสักสักข้อนึงอาจารย์มองเห็นอะไรจาก มุมของคุณแม่เองใช่มั้ยฮะคือคุณแม่เนี่ย ป่วยอย่างที่บอกว่าเอ่อเข้ามาเราทราบปุ๊บ เนี่ยคุณแม่อยู่ในระยะระบาดแล้วระยะแพ่ แพ่ระบาดแล้วก็ระยะแพร่แล้วนะกระจายแล้ว นะมันมันก็ยากมากเลยที่เขาจะรู้สึกอะไร่ะ คงตอบแทนเขาได้ยากมากนะครับแต่ผมคิดว่า อย่างน้อยๆเนี่ยการที่เราพยายามอย่างถึง ที่สุดเนาะที่จะให้คุณแม่อยู่ในสิ่งแวด ล้อมที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้นะครับ เ่อพยายามมองจากมุมเค้านะว่าเา้าจะโอเค สบายไม่สบายยังไงนะครับก็ก็ก็ผมคิดว่าคุณ แม่ก็คงจะก็จากไปด้วยความสงบนะครับคือ จริงๆการจากไปนี่มันเป็นเรื่องยากเหมือน กันใช่มั้ยสำหรับคนที่เขาป่วยอยู่อ่ะใช่ๆ เพราะว่ายิ่งเขาผูกพันกับลูกกับพี่น้อง อะไรเงี้ยมันยากมากเลยฮะแต่ก็นั่นแหละผม ก็คิดว่าสุดท้ายแล้วเนี่ยอย่างน้อยความ พยายามของเราเนี่ยก็น่าจะทำให้คุณแม่ เนี่ยสามารถที่จะจากไปได้ด้วยคความสงบ เท่าที่จะเป็นไปได้ผมคงตอบไม่ได้จริงๆว่า เอ่อในใจคุณแม่คิดอะไรยังไงนะครับท้าอาจ จะไม่อยากไปก็ได้นะแต่ว่าเท่าที่ observe เท่าที่อยู่กันในช่วงเวลานั้นผมคิดว่าคุณ แม่ก็ได้จากไปอย่างดีที่สุดฮะเมื่อกี้มัน
มีช่วงเวลาที่ไว้ทุกข์นะ 100 วันใช่มั้ย ครับพอพอครบ 100 วันแล้วเนี่ยที่เราอยู่ กับถึงภาวะภาวะนั้นเออพอครบ 100 วันแล้ว มันเป็นยังไงต่อคือผมคิดว่าเอ่อจริงๆ 100 วันอาจจะน้อยไปด้วยซ้ำนะอจริงๆการ 100 วันหรือกี่วันนี่มันเรื่องขนมเนาะเราก็ ไว้กันตามขนบใช่มั้ยครับคือคือผมเนี่ย เป็นเนาะไอ้การเป็นเนี่ย เนี่ยไม่ค่อยอธิบายอะไรเยอะแต่เนี่ย สร้างสร้างขนบขึ้นมาเพื่อโอบอุ้มไอตัว ความรู้สึกใช่มั้ยฮะเอ่อเพราะฉะนั้นเนี่ย ผมคิดว่า 100 วันที่เราใส่ชุดสีดำอย่าง เดียวเราไม่ไปงานมงคลเราไม่มีเฉลิมฉลอง อะไรเนี่ยเอ่อผมคิดว่ามันช่วยให้เราไม่ หนีจากภาวะนี้ซึ่งผมคิดว่ามันก็ค่อนข้าง อันตรายในระยะยาวนะครับที่เราจะรีบหนีออก ไปจากภาวะนี้คือผมเห็นใจคนในโลกทุนนิยมนะ ว่าคุณต้องรีบสะบัดความทุกข์หรืออะไรก็ ตามแต่แล้วคุณก็ใส่สูตรรีบกลับไปทำงานใน โลกของการทำงานซึ่งมันแย่มากนะฮะเอ่อแล้ว หรือหรือคุณไปสรรหาคำสวยๆงามๆเอ่อคำคม อะไรบางอย่างเพื่อจะมากลบเกลื่อนตัวความ รู้สึกหรือมาสร้างคำอธิบายอะไรก็ไม่รู้ ของเราเนี่ยผมคิดว่าเนี่ยมันอันตรายในทาง จิตวิญญาณนะเพราะสุดท้ายแล้วเนี่ยมัน เหมือนเรากลบฝังพวกเยไว้ใต้พรหมเรายังไม่ ได้ทำงานกับมันเลยฮะเรายังไม่รู้เลยว่า เรารู้สึกยังไงจริงๆเราเป็นอะไรปัญหาของ เราคืออะไรแต่ผมคิดว่าช่วงเวลาของการไว้ ทุกข์เนี่ยจะจะ 100 วันหรือจะ 3 ปีแบบ โบราณเนี่ยมันช่วยให้เราค่อยๆฮีลแล้วก็ ช่วยเราค่อยๆทำงานกับตัวเราเองโดยที่ไม่ ต้องเร่งรีบที่จะปฏิเสธหรือกลบฝังมัน เพราะว่าสุดท้ายแล้วเนี่ยถ้าเราไปรีบกลบ ฝังมันรีบหาอะไรอย่างอื่นมาปัดมันออกไป เนี่ยมันไม่หายไปหรอกฮะมันจะยังอยู่แล้ว เผลอๆมันก็จะกลายเป็นแผลใจอะไรบางอย่าง ที่รุนแรงด้วยที่เราไม่รู้ว่ามันจะเผเปิด เผยออกมาวันไหนผมคิดว่าพอหลังผั 100 วัน ไปเนี่ยมันก็ดีดีขึ้นนะฮะเราค่อยๆทำความ เข้าใจกับเรื่องนี้แล้วก็นั่นแหละฮะขนบ ญาติพี่น้องความรักของคนอื่นก็ช่วยโอบ อุ้มเราให้ผ่านตรงไว้มาได้อครับเติมขึ้น มาอีกนิดนึงคือคนดาเมื่อกี้อาจารย์บอกว่า คนมันรีบกบฝั่งเคามรีบกลับไปทำงานเนาะ แล้วในยุคนี้อีกอีกเรื่องที่ผมรู้สึกก็ คือคนเรามันมีความโดดเดี่ยวมากขึ้นออืมัน จะยิ่งทำให้เราพยายามจะต้องเข้มแข็งเพื่อ เพื่อบอกตคนอื่นว่าเราไม่เจ็บปวดใช่คือผม คิดว่ามันก็มันก็โหดร้ายอยู่หลายอย่างใน โลกสมัยใหม่นะครับนอกเหนือจากเราโดด เดี่ยวกันมากขึ้นเนาะแล้วเราก็สัมพันธ์ กันแต่ในโลกออนไลน์เนแล้วผมคิดว่าโลก ออนไลน์เนี่ยเป็นเป็นโลกที่คนเไม่กลั่น กรองอะไรที่สุดเลยฮะไม่ว่าจะเป็นคนโพสต์ หรือคนคอมเมนต์นะเราที่พร้อมที่จะโพ่ง อะไรลงไปในโลกออนไลน์ใช่มั้ยครับแล้วก็มี คนีคตอบเรากลับมาทันทีผมคิดว่านี่เป็น เรื่องอันตรายสมมุติเราเปิดเผยความเปราะ บางของเราใช่มยครับเ่าโดยที่หวังว่าจะมี สักคนเห็นใจหรืออะไรเงี้ยนะแต่เราก็อาจจะ ได้อะไรที่ตรงข้ามกลับมาใช่มั้ยหรือหรือ เรารีบหาอะไรมาบอกว่าเราเข้มแข็งแล้วอ่ะ มันก็จะมีคนมาชีอัพเออดีเลยดีเลยเงี้ย ซึ่งเราก็ไม่รู้เราเข้มแข็งจริงหรรเปล่า อะไรเงี้ยนะคือเหมนว่าโอเคอันนี้เป็น เรื่องที่ที่อาจจะยากลำบากนะครับสำหรับคน ในปัจจุบันผมว่าสุดท้ายแล้วเนี่ยเรื่อง นี้เนี่ยนะครับการที่เราอย่างน้อยก็ต้อง มีเพื่อนจริงๆหรือมีคนที่เราคุยได้นะครับ หรือหรือโอเคสุดท้ายไม่มีใครนักจิตนักจิต นักจิตบำบัดก็ได้หรืออะไรทำนองเนี้ยที่มี กลไกบางอย่างที่เราได้คุยกับมนุษย์จริงๆ อ่ะคงว่าจะช่วยไม่งั้นเนี่ยมันมันยากแล้ว มันก็อันตรายนะครับมันมันมีอันตรายต่อจิต วิญญาณแต่อย่างที่บอกผมก็ไม่ได้พูดว่าทุก คนจะต้องเป็นอย่างนี้นะผมก็เห็นใจนะครับ ว่าเงื่อนไขในชีวิตแต่ละคนมันมันไม่ เหมือนกันแต่กระนั้นเนี่ยการที่เราสามารถ จะจะมีใครสักคนจริงๆที่เราคุยเรื่องนี้ ได้ก็น่าจะเป็นประโยชน์กว่าครับเอ่อแปล ว่าจริงๆแล้วเราควรให้คุณค่ากับความ สัมพันธ์เพิ่มขึ้นด้วยเพื่อที่เราจะได้อ อุ้มหรือประคับประคองในใช่คือผมคิดคิดว่า
สุดท้ายแล้วเมื่อเราเจอความตายของคนใกล้ ชิดไม่ว่าเราจะมีความสัมพันธ์ดีร้ายกับ เค้ายังไงก็ตามเนี่ยมันมันปฏิเสธไม่ได้ ครับว่าเราต้องลงไปสนามจริงเราไม่สามารถ ที่จะเอ่อดูแลคนใกล้ชิดในระยะสุดท้ายผ่าน โลกออนไลน์ได้อสุดท้ายทุกคนก็ต้องไปที่ จริงไปลงสนามจริงไปเจอคนจริงไปเจอความขัด แย้งจริงนะครับไปเจอปัญหาจริงๆแล้วอัน นั้นแหละผมคิดว่ามันมันมันก็จะเป็นเรื่อง ของกระบวนการของการเรียนรู้เรื่องความ สัมพันธ์คือสุดท้ายมันหนีไม่ได้ฮะอือเอ่อ อาจจะเชื่อมโยงความสำพันธอีกนิดนึงครับ อาจารย์ถ้าความสัมพันธ์เราน้อยลงโอเคอาจ จะโฟกัสัสแค่บางกลุ่มบางก้อนแต่พยายามให้ น้อยที่สุดเพื่อที่เราจะป้องกันความปลอบ บาเมื่อกี้มันมันพอจะเป็นไปได้มั้ยเหมือน กับคนบอกว่าเอเดี๋ยวนี้ไม่อยากจะเนี่ยให้ ความสำคัญกับใครมากเลือกคนคบเลือกคนอยู่ ด้วยเพื่ออึเพื่อแคร์คนที่เราแคร์จริงๆผม คิดว่าเรื่องนี้มันมันไม่มีอะไรรับประกัน นะฮะว่าเราจะได้เจอแต่ความสัมพันธ์ที่ดี ใช่มั้ยคือเราเกิดเป็นคนเนี่ยมันมัน ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเราจะต้องเจอคนที่เรา ไม่ชอบเจอความสัมพันธ์ที่ไม่ดีแม้กระทั่ง ในคนใกล้ชิดหรือคนรัของเราเองก็ตามแต่ใน คามสัพันธ์นั้นใช่มยไม่มีอะไรการันตีว่า มันจะราบลื่นตลอดเวลาใช่มยฮะไม่ไม่มีผัว เมียคู่ไหนหรอกที่มันไม่ทะเลาะกันเพราะ ฉะนั้นผมคิดว่าสุดท้ายแล้วมันแทบจะไม่มี อะไรการันตีฮะว่าเราจะอยู่ในโลกที่มีแต่ ความสัมพันธ์ที่ดีได้เป็นไปไม่ได้เลยที่ เราจะอยู่โดยมีชีวิตแบบนั้นเพราะฉะนั้นผม คิดว่ามันจะเป็นการดีกว่านะแทนที่เราจะ พยายามสร้างกำแพงความสัมพันธ์สร้างกลไกใน การโทคตัวเราเองแต่เอ่อเราเราพยายามทำงาน กับความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆดีกว่าเท่าที่ จะเป็นไปได้ เรียนรู้ที่จะเ่าสัมพันธ์กันในในลักษณะ ที่ต่างๆกันออกไปผมคิดว่ามันน่าจะ Healthy แล้วก็แข็งแรงกว่าอีกมุมนึงคือคนไม่มี ศาสนาครับอาจารย์ที่ยุคนี้เขาจะมีคนไม่มี ศาสนากันเยอะขึ้นในมุมของการรับมือ อาจารย์คิดว่าอย่างี้คือผมคิดว่าจริงๆก็ ก็ก็ยากนะครับแต่ว่าผมคิดว่าคนไม่มีศาสนา เนี่ยถ้าเเมีหลักยึดเอ่อหลักคิดที่เข้ม แข็งเนี่ยโอเคเขาก็อาจจะผ่านไปได้ด้วยดี นะครับเช่นเขาอาจจะมองมองมาที่เอ่อคุณค่า ของชีวิตนะโดยที่ไม่ต้องอิงคำอธิบายตาม ศาสนาใช่มั้ยครับเช่นเ้ามองว่าโอเคเราได้ ใช้ชีวิตมาดีพอแลเพราะฉะนั้นเนี่ยมันคุ้ม ค่าแล้วที่จะตายหรือว่าคนที่เรารู้สึกว่า เค้าใกล้ตายเนี่ยเคได้ใช้ชีวิตมาอย่าง เต็มเปี่ยมและเราอาจจะไม่ต้องพูดถึงโลก หน้าอาจจะไม่ต้องพูดถึงเอ่อความหวังในภพ ชาติต่อไปก็ได้นะครับแต่ว่าทำยังไงที่จะ ทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาใช่มั้ย ใช้ชีวิตมาอย่างดีเป็นมนุษย์ที่ดีคนนึง ใช่มั้ยครับแล้วก็แล้วก็สามารถที่จะตายลง อย่างมีศักดิ์ศรีอ่ะผมคิดว่าอันเนี้ยก็จะ ทำให้คนที่ไม่มีศาสนาเนี่ยผ่านเรื่องพว่ง นี้ไปได้อย่างอย่างแข็งแรงมั่นคงนะครับ แต่นั่นแหละสุดท้ายแล้วก็มันก็ดีไม่พ้นนะ ครับที่จะต้องไปเอ่อหาความหมายของเขาว่า การมีชีวิตที่ดีเนาะเอ่อการเป็นมนุษย์คน นึงที่ดีอย่างเงี้ยซึ่งซึ่งผมคิดว่าแต่ละ คนก็ต้องต้องแสวงหาคำตอบนี้ด้วยตัวเองนะ เพราะว่าถ้าเขไม่ยอมรับอธิบายทางศาสนา เนาะครับเหมือนกับศาสนามาเป็นตัวช่วยให้ เราเข้าใจได้ง่ายขึ้นใช่คือศาสนามันเป็น แพคเกจฮะเราสมาทานศาสนาปุ๊บเนี่ยรับทั้ง แพ็คเกจไว้ละมุมมมองชีวิตมุมมองความตาย มันก็ง่ายกว่าอพูดจริงๆมันก็คือง่ายกว่า ใช่มั้ครับแต่พอเราไม่มีไอ้ตัวแพคเกจอัน นี้เนี่ยเราก็อาจจะต้องมีหลักคิดอย่าง อื่นเนี่ยอย่างที่บอกคุณค่าความเป็น มนุษย์ชีวิตที่ดีคืออะไรใช่ไหมครับแล้ว ถ้าเราสามารถที่จะเอ่อยึดโยงตัวเองกับคุณ ค่าเหล่านี้ได้โดยตลอดเนี่ยความตายก็อาจ จะสัมพันธ์กับคุณค่าเหล่านี้ได้ไม่ไม่ จำเป็นที่จะต้องใช้ศาสนามาอธิบายก็ได้นะ ครับแต่ถ้ามันไม่มีคุณค่าเหล่านี้เลย เนี่ยก็ยากมันก็จะอ้างว้างอย่างที่สุดมัน ก็จะไม่รู้ว่ายังยังไงกันแน่แล้วเผลอๆ เนี่ยคำถามที่มีต่อชีวิตมันจะแรงขึ้นด้วย นะครับจากจากการเผชิญหน้าความตายของคน ใกล้ชิดการยึดโยงกับศาสนาหรือแม้แต่ คุณค่าที่เมื่อกี้เราอาจจะต้องสร้างขึ้น มาเองแบบเยครับมันต้องมาจากพื้นฐานความ เข้าใจตัวเราอืมากๆใช่ใช่ผมคิดว่าเราต้อง ทำความเข้าใจตัวเองทำงานกับตัวเองค่อน ข้างมากนะครับกับเรื่องนี้และในขณะเดียว กันเนี่ยก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไม่ เข้าใจคนอื่นใช่มยคือมันเป็นเรื่องของ ความทั้งทั้งการเข้าใจตัวเองแล้วก็การ เข้าใจคนอื่นทำงานกับคนอื่นทำงานกับตัว เองด้วยผมคิดว่ากระบวนการเยมันต้องมีไม่ ว่าจะมีศาสนาหรือไม่ก็ตามนะครับแล้วมันก็ จะช่วยทำให้เอ่อการเข้าใจเรื่องพวกเนี้ย มันมันมีมิติที่ลึกซึ้งขึ้นคำนึงอาจารย์
พูดถึงนึกถึงแปลว่าคุณแม่จากไปหลายปีแล้ว ยังนึกถึงคุณแม่อยู่ปัจจุบันการนึกถึงคุณ แม่ในในปัจจุบันนึกถึงในรูปแบบไหนผมเนี่ ที่บอกโชคดีคือ 1 เป็นคนมีศาสนา 2 เป็นคน รักษาขนบนะครับคืออย่างที่ผมบอกว่าพอเรา เป็นปุ๊บเนี่ยเนี่ยมันวางรูปแบบ ของขนบไว้จริงๆขนบประเภนี่คือความ สัมพันธ์นะฮะอเอ่อคือมนุษย์เนี่ยมันมี ความสัมพันธ์ต่อกันแต่ว่าบางครั้งมันก็ ยากมากเลยที่เราจะสร้างความสัมพันธ์ต่อ กันใช่มั้ยเช่นเจอหน้ากันเนี่ยกับคนแปลก หน้าปุ๊บเนี่ยเอ๊ะเราจะเริ่มปฏิสัมพันธ์ ยังไงอ่ะใช่ป่ะเอ่อเพราะฉะนั้นโอเคอาจจะ ต้องกำหนดคำว่าสวัสดีมั้งเพื่อจะเริ่มทัก ทายกันอย่างเป็นมิตรใช่มั้ยฮะผมก็คิดว่า เหมือนกันนะฮะกับคนที่ตายไปแล้วกับคุณแม่ หรือกับดวงวิญญาณบรรพชนอะไรทั้งหลายเนี่ย เอ่อโบราณเขาก็เลยวางไอ้ตัวขนมประเพณีไว้ ผมว่าผมสัมพันธ์กับคุณแม่ได้ผ่านมิตินี้ นี้เยอะนะครับซึ่งง่ายสำหรับผมอ่ะถึง เทศกาลก็เซ่นไว้ถึงโอกาสอะไรก็มีประเพณี ปฏิบัตินะครับแต่อันนั้นมันก็มันก็อาศัย ขนบเนาะจำนวนนึงนะครับก็อาจสักัก 70 70% เกินไปมง 60% อีก 40 เนี่ยเป็นเรื่องส่วน ตัวของผมกับคุณแม่ใช่มั้ยครับอ่าเราอาจจะ คุยกันนะครับยังคุยกันอยู่นะอาจจะระลึก ถึงด้วยอะไรต่างๆนะครับหรือว่าแม้แต่เ่อ มิติทางศาสนาใช่มยผมอุทิศกุศลให้คุณแม่ผม มีการภาวนาถึงคุณแม่อะไรเงี้ยนะผมก็คิด ว่าไอ้พวกเนี้ยมันมาช่วยให้ผมสัมพันธ์คือ มีทั้งมิติที่เป็นส่วนตัวแล้วก็ผมก็ยอม ให้ขนบเนี่เข้ามาทำงานเรื่องนี้โดยที่ผม จะได้ไม่ต้องคิดมากว่าผมต้องทำไงนะฮะแล้ว ผมคิดว่าอันนี้มันง่ายมากสำหรับผมเนคือ ใช้ทั้งขนบแล้วก็ใช้ทั้งความรู้สึกส่วน ตัวครับอีกมุมนึงอันนี้ผมเพิ่งคุยกับน้อง บนรถมาแบบเนี่ยเรามีแบบนึกถึงมีขนบให้เรา นึกถึงเนาะอ่าต้องกราบไหว้หรืออระลึกถึง ทำบุญไปให้อย่าเงี้ยแต่ว่าเมื่อกี้เรามี คำนึงคือคำว่าเวียนว่ายตายเกิดอๆจริงๆ แล้วคนที่เรานึกถึงระลึกถึงกราบไหว้ต่างๆ ถ้าโดยหลักการสมมติถ้าศาสนาพูดถูกก็ต้อง ควรจะไปเวียนว่ายตายเกิดไปแล้วดังนั้นการ นึกถึงตรงเมันเป็นแค่นึกถึงในฝั่งของเรา เพื่อให้เราใช่มั้ยคือผมคิดว่าในในทาง ศาสนาเนี่ยโอเคโอเคไม่ต้องพูดถึงในทาง ศาสนาก็ได้เรามักจะวี่ว่าไอ้สิ่งที่เราทำ ให้เค้าอะไรต่างๆมันจะถึงเจริงมั้ยผมคิด ว่าไม่ใช่ประเด็นเลยถึงไม่จริงไม่ใช่ ประเด็นสำหรับผมเลยนะครับผมคิดว่ามันเป็น หน้าที่ของฝั่งเรามันเป็นการทำงานของฝั่ง เราส่วนฝั่งเขาก็เป็นเรื่องฝั่งของเขานะ ครับถ้ามันจะถึงโอเคมันมีเกณฑ์ทางศาสนา แหละมันจะถึงได้ยังไงบ้างกี่วันจะถึงอีก กี่วันไปปภพแล้วอะไรอย่างเงี้ยถ้าคุณ เชื่อแบบนี้คุณก็ทำไปตามนั้นนะครับแต่ถ้า คุณรู้สึกว่าเรายังไม่อยากให้สายสัมพันธ์ มันหยุดนะครับคือผมชอบชอบเรื่องจีนอยู่ อย่างนึงจีนเนี่ยอธิบายจิตวิญญาณมนุษย์ น่าสนใจนะจีนจีนเนี่ก่อนรับเรื่องศาสนา พุทธศาสนาจากอินเดียเนี่ยเคก็บอกว่าไอ้ มนุษย์เราเนี่ยมันมีจิตวิญญาณอยู่ 3 ส่วน นะครับเรียกฮุ้งซฮุ้นเนาะ 3 ส่วนหรืออาจ จะเรียกว่าขวัญพลังชีวิตก็ได้ไอ้ 3 ส่วน เนี้ยแต่เดิมเนี่ยเชื่อว่าพอคนตายมันแยก กันนะครับส่วนนึงเนี่ยมันไปอยู่ที่สุสาน นะอยู่ที่กระดูกแล้วมันจะค่อยๆสลายไปตาม ธรรมชาติเพราะอันนี้มันเป็นพลังธรรมชาติ นะครับอีกส่วนนึงเนี่ยนะครับกลับมาอยู่ ที่บ้านลูกหลานถ้าเรามีจุดให้เาอยู่มี พื้นที่ของการกราบไวยมีสัญลักษณ์ก็จะอยู่ ตรงนั้นนะครับทีนี้อีกส่วนนึงเนี่ยเอาไป รองรับติเวียนไว้แต่เกิดได้อืเพราะฉะนั้น ไอ้ส่วนเเนี่ยยคุณอุทิศกุศลให้ก็ไปแดน สุขาวดีเอาไปเคไปนู่นไปนี่ว่าไปนะมันก็ เลยเหลืออยู่อีก 2 ส่วนไงที่ยังสามารถที่ จะสัมพันธ์ได้คิดแบบโรแมนติกหน่อยใช่มั้ ครับไอ้การที่อีกส่วนนึงอยู่กับตัวเรา เนี่ยเพราะฉะนั้นเตราบใดที่เรายังอยู่่ะ ฮะคนๆนั้นเก็อยู่กับเราฮะเอ่อไอ้ส่วนดวง วิญญาณของเรสนะอ่ะก็อีกเรื่องนึงไปผมคิด ว่ามันเลยไม่อาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญนัก
สำหรับผมที่ที่จะต้อง make ชัวว่าเนี่ย ฉันทำต้องถึงเธอแน่นอนอาหารที่ฉันทำให้ เธอกินเนี่ยเธอต้องได้กินแน่นอนไม่ใช่ ประเด็นสำคัญผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของ ฝั่งเรามากกว่าอทีนี้อีกมุมนึงคือในมุม ของอาจารย์เองอาจารย์เตรียมตัวเเกี่ยวกับ การการตายหรือชีวิตตัวเองไว้ยังไงบ้าง ครับอเอ่อผมเนี่ยนะฮะก็ก็เอาตัวเองไปเข้า คอร์สบางคอร์สนะก็มีคอร์สเตรียมเตรียมตัว ตายนะของคุณวิคทอเรียนะครับแล้วก็ในคอร์ส นั้นเนี่ยก็เราก็ทำพินัยกรรมคือผมก็ทำไว้ แล้วนะฮะไม่ว่าจะเป็นพินัยกรรมในทางกฎก หมายจริงๆผมไม่ได้มีสมบัติอะไรมากมายหรอก แต่ว่าเขียนไว้เพื่อความสะดวกนะครับเ่อ 2 ก็คือมันก็จะมีสมุดเบาใจที่เราทำไว้เพื่อ สมมุติถึงกระบวนการทางการแพทย์จริงๆแล้ว เราไม่สามารถที่จะอยู่ในสภาพที่ตัดสินใจ ได้นะเพราะว่าเดี๋ยวเนี้ยคนก็คนก็อาจจะ ต้องต้องต้องคล้ายๆให้ความสำคัญกับเรื่อง นี้หน่อยใช่มั้เพราะว่ากระบวนการทางการ แพทย์มันมีทั้ง 2 แบบคือยื้อไว้นะใช้ท่อ อะไรต่างๆยื้อไว้แบบนึงกแบบนึงคือเขแีนะ กระบวนการประคับครองซึ่งซึมันจะทีต่างกัน นะครับผมคิดว่าผมก็ทำส่วนนี้ไว้เลยเผื่อ ตอนนั้นมันพูดไม่ได้แล้วเนี่ยคนที่อยู่ ข้างหลังเขาจะได้รู้ว่าเควรจัดการยังไง ให้สมตามเจตนารมณ์ของผมแล้วไม่เกิด คอนฟลิกกับคนข้างหลังผมว่าเรื่องใหญ่ เรื่องนึงเกี่ยวกับบวนการการตายเนี่ย สำหรับคนที่ไม่ได้จัดการจัดการไว้ล่วง หน้าเนี่ยมันเป็นภาระที่ยากลำบากแก่คนที่ อยู่ข้างหลังมากนะจะเอายังไงต่อจะรักษา ต่อมั้ยจะยื้อมยไอ้ญาติฝั่งนึงก็บอกว่า ยื้อเถอะไอ้ญาติฝั่งนึงก็ปล่อยไปเถอะ ทะเลาะกันแต่ถ้าเราทำไชัดนะฮะผมคิดว่ามัน ก็จะจะตัดปัญหาเรื่องนี้ไปได้พอสมควรผมก็ คิดว่าผมทำส่วนนี้ไว้ประมาณนึงนะครับอัน นี้ก็คือส่วนเรเรื่องของการจัดการเนาะ เอ่องานศพอะไรก็เขียนไว้หมดแล้วว่าให้ทำ ยังไงนะฮะรูปถ่ายรหน่าศพผมทำไว้แล้วนะ อยู่ที่ห้องเนี่ยฮะผมก็จะถ่ายแล้วก็สั่ง ภรรยาไว้ว่าเอารูปอันนี้นะฮะเอ่อแต่นอก เหนือจากเรื่องนั้นผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญ กว่าก็คือเราจะใช้ชีวิตยังไงฮะอ่าอัน เนื่องนี้ยากคือคือจัดการการตายตามกระบวน การทำไปะอแต่ว่าสุดท้ายเราจะตดีไม่ดี เนี่ยมันอยู่ว่าเราใช้ชีวิตยังไงฮะมัน อยู่ที่เราใช้ชีวิตยังไงอซึ่งเรื่องนี้ก็ พยายามอยู่ฮะเ่อก็ก็ก็พยายามที่จะมีเมตตา ต่อคนอื่นก็พยายามที่จะเป็นมนุษย์ที่ดี เท่าที่จะเป็นได้นะแล้วก็แล้วก็เรียนรู้ ที่จะภาวนานะครับกับกระบวนการตายและโชคดี ที่จริงๆแล้วหลังๆเนี่ยเ่อสังคมเราเนี่ย มีหลายท่านที่สนใจประเด็นเรื่องนี้ใช่มั้ ครับตั้งแต่พระอาจารย์ไพศาลเป็นต้นมา เนี่ยแล้วก็มีกลุ่มมากมายที่ทำเรื่องนี้ โดยเฉพาะนะเพราะฉะนั้นเนี่ยมันมีหนังสือ มีตำราเรื่องการภาวนาเกี่ยวกับความตายมี เรื่องชีวิตหลังความตายตามหลักศาสนาอะไร เต็มไปหมดเลยก็ใช้เวลาศึกษาเรื่องพวกนี้ ครับผมคิดว่าผมผมเริ่มทำประมาณนี้เนาะเ่อ การเริ่มทำมันมาจากการสูญเสียคุณแม่มั้ย ครับหรือว่าจริงๆแล้วมันมันเกิดมันเกิด จากการคิดมาเรื่อยๆอยู่แล้วจริงๆผมสนใจ เรื่องนี้ตั้งแต่เรียนปตรีนะฮะเอ่อเรื่อง คัมภีร์มรณสาธิเบสอะไรเงี้ยเออเราก็อ่าน หนังสือพวกนี้มาตลอดฮะแต่ว่าช่วงที่คุณ แม่จะเสียชีวิตเนี่ยอันนี้มันเข้มข้นขึ้น คือคล้ายๆอย่างที่บอกบอกมันเป็นบทเรียน เลยฮะว่าเอถ้าเราต้องจัดการเรื่องนี้จริง ๆในสภาพแวดล้อมจริงๆเนี่ยมันเป็นยังไง บ้างก็ก็เป็นส่วนนึงที่ทำให้เรื่องนี้มัน ชัดเจนขึ้นแล้วก็กลายไปเรียนคอร์สเกี่ยว กับความตายเนี่ยก็ช่วยนะครับก็ก็ทำให้ เรื่องพวกนี้มันเข้มข้นขึ้นคือสุดท้ายผม คิดว่าการทำงานเพื่อจะเตรียมตัวตายมัน เป็นเรื่องทำตลอดชีวิตฮะมันไม่สามารถที่ จะโอเคเข้าคอร์ส 2 วคจบกลับมาฉันสบายใจ สุดท้ายเนี่ยไอ้ไๆมรณานุสติเนี่ยมันเป็น เรื่องที่อาจจะต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆฮะทำ ใช้เวลาเตรียมตัวตลอดชีวิตฮะภาพมันมีภาพ แบบการตายในอุดมคติของเรามั้ยครับว่าเรา ถ้าจบแบบนี้น่าจะน่าจะดีกับฉันที่สุดเลย เคยคิดมั้ยครับอาจารย์ผมเนี่ยอยากตายโดย ปราศจากอะไรรุงรังฮะคือผมก็ไม่คือผมเห็น ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเนาะที่มีอะไรเครื่อง มือเยอะแยะมันก็รู้สึกอึดอัดน่ะนะแล้วก็ ผมผมก็อยากตายโดยที่ไม่ต้องอยู่ในโรค เรื้อรังหรืออาการเจ็บป่วยที่ต้องดูแลแบบ 24 ชั่วโมงอะไรเงี้ยผมอยากจะตายตายตาย อย่างสบายๆฮะนี้โดยความหวังเลยนะฮะตาย อย่างสบายๆ
2 ก็คือได้ตายพร้อมกับกระบวน การที่เราอยากจะให้เป็นเช่นเราได้ระลึก ถึงสิ่งที่เราเคารพนะครับมีการภาวนามี เสียงสวดมนต์ที่เราชอบเนี่ยในเวลาที่ตาย อันนี้คือสิ่งที่ผมหวังนะแต่ความเป็น อนิจจังเเราตอบไม่ได้หรอกครับว่าเราจะได้ เจอแบบที่เราหวังไว้เราก็พยายามแล้วกัน ว่าเราอยากจะตายในสภาพแบบนั้นหรืออย่าง น้อยที่สุดเนี่ยขอให้เราขอให้เรามีมีเ่อ มีสติประมาณนึงนึงอ่ะที่ที่ก่อนที่จะเข้า สู่กระบวนการนั้นถ้าเป็นไปได้อะไรเงี้ย ครับความกลัวตายนี่มันเกิดจากอะไรคือ อย่างอย่างที่เราคุยกันไปตั้งแต่ต้นเนาะ ว่าเราไม่รู้หรอกความตายมันคืออะไรใช่ มั้ยแต่ว่าเราเห็นสภาพก่อนตายผมคิดว่าเรา เนี่ยจะเห็นว่าจริงๆมันเรียงกันเลยนะไอ ที่เราชอบพูดเกิดแก่เจ็บตายเนี่ยไอ้ก่อน ตายเนี่ยมันมีภาวะความเจ็บป่วยใช่มั้ครับ แล้วบางครั้งหลายคนเนี่ยเจ็บป่วยอย่าง ทรมานก่อนที่จะเสียชีวิตผมคิดว่าภาพ อันเนี้ยมันทำให้รู้สึกว่าความตายเป็น สิ่งที่น่ากลัวมากเราไม่รู้เลยว่าก่อนตาย เราจะเจ็บปวดทรมานแค่ไหนทุกข์ทรมานแค่ไหน และยิ่งบวกกับว่าเมื่อเรารู้สึกว่าความ ตายคือการที่เราจะต้องพลัดพรากจากทุกๆ สิ่งที่เรารักนะครับญาติพี่น้องลูกพ่อแม่ เนี่ยผมยิ่งกลัวทบเท่าทวีคูณเลยนะฮะนะ แล้วมันก็ไม่รู้เลยว่าสุดท้ายแล้วเนี่ยจะ เกิดอะไรขึ้นต่อผมคิดว่าความกลัวตายมัน เกิดจากความรู้สึกแบบนี้ทั้งกลัวภาวะเอ่อ เจ็บป่วยก่อนก่อนตายเกลัวกลัวความพลัด พลาดที่เราไม่แล้วก็กลัวความไม่รู้ว่าจะ อะไรจะเกิดขึ้นแล้วความกลัวนี่มันลึกมาก ฮะมันซ่อนอยู่ในใจมนุษย์เราไม่ได้กลัว เพราะแค่ตัวเราด้วยที่จะเผชิญเราก็กลัวคน ที่เรารักอือจะต้องตายด้วยมันยิ่งมันยิ่ง ซับซ้อนเข้าไปใหญ่เลยไม่ได้เฉพาะเรื่อง ตัวเองใช่มั้ยเรื่องคนอื่นด้วยนะครับแล้ว ก็พอมันเป็นอย่างนี้ปุ๊บเนี่ยผมว่าอีก อย่างนึงที่มันน่ากลัวกับความตายก็คือเรา ไม่รู้ว่ามันจะมาวันไหนเราไม่สามารถที่จะ predict ได้เลยว่าเออเนี่ยใกล้มาและหรือ ยังไงมันมันไม่รู้ฮะมันไม่รู้ผมว่าอันนี้ ก็เลยเป็นเหตุผลที่คนจำนวนนึงรู้สึกว่าพอ เขาใช้ชีวิตมาประมาณนึงแล้วแล้วเอยากจะไป เอ่อเอ่อใช้การฆ่า่าตัวตายแบบถูกกฎหมาย เนาะเหมือนในต่างประเทศอะไรเงี้ยซึ่ง อันเนี้ยมันีิได้แล้วมันก็รู้สึกว่าโอเค เซฟแล้วมีความสงบที่สุดมันก็เลยกลายเป็น ทางเลือกจำนวนนึงนะฮะที่ที่ทำให้คนใน ปัจจุบันเี่เขาเสนใจนะผมคิดว่าเนี่ย เรื่องนี้มันน่ากลัวแล้วผมเองเนี่ยก็กลัว ตายฮะแล้วผมผมผมจะเดทเสมอเมื่อมีคนมาพูด กับผมว่าเขาไม่กลัวตายคืออันนี้ผมไม่ได้ ดูถูกเขานะอแต่ผมรู้สึกว่าเราพูดอย่างนี้ ได้ก็เมื่อเราปกติดีอ่ะเนี่ยตอนเนี้ยเรา ยังนั่งคุยกันเราไม่มีความเจ็บปวดอะไรเรา ไม่มีเหตุที่เสี่ยงที่จะรู้สึกว่าเราจะ ต้องตายเราก็พร้อมที่จะพูดว่าเราไม่กลัว ตายฮะแต่วินาทีที่เรารู้สึกแล้วป่วยหนัก เราเริ่มหมดหวังเราอยู่ในสถานการณ์เลว ร้ายที่เราไม่รู้ว่าจะมีทางออกอะไรผมว่า ความกลัวมันจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนรุนแรง งั้นความกลัวตายเนี่เป็นเรื่องที่ที่เอ่อ มันพูดยากมากเลยว่ากลัวไม่กลัวครับ อาจารย์อยากรู้เรื่องนึงมันมีคำว่าความ หมายของการมีชีวิตการตายกับความหมายของ การมีชีวิตมันสัมพันธ์กันยังไงในมปรัชญา หรือศาสนาก็ได้ครับในคัมภีร์อันนึงนะฮะผม ชอบอันเนี้ยเด็กน้อยคนนึงคุยกับพระยมเรา อาจจะนึกถึงหนังของอิงมเก Man นะ The SE seel ที่แบบว่าเล่นหมากลูกกับยมทูตอะไร เงี้ยนะแต่ว่าในมันมีคัมภีร์ฮินดูเล่มนึง ฮะที่เด็กน้อยคนนึงตายไปอยู่ในโลกของ พระยมแล้วเขานั่งคุยกันนะครับแล้วเด็ก น้อยคนนั้นเนี่ยไปถามพระยมว่าความตายคือ อะไรแล้วก็ยืนยันกับพระยมว่าไม่ไม่ใครตอบ ได้เพราะยูคือความตายเองไงเออคุยกับความ ตายเรื่องความตายประมาณนั้นน่ะพระยมก็บอก เฮ้ยอย่าไปรู้เลยเรื่องเนี่ยมันเป็นความ ลับเอานู่นนี่นั่นมาล่อนะเฮ้ยเธอเอา รางวัลนี้มั้ยเธอเอาแผ่นดินทั้งหมดมั้ย อะไรเงี้ยเดี๋ยวนี้เก็ไม่เอาฮะอันนึงที่ เขาพูดกับพระโยมก็คือจะเอาไปทำไมในเมื่อ สุดท้ายก็ต้องเจอพระยมอยู่ดีนะจะเอาไป ทำไมในเมื่อลีลาและบทเพลงของชีวิตทั้งหมด เป็นของพระองค์คือคำพูดเนี่ยมันเหมือนภาพ ที่เราเห็นในยุคกลางอมตัวยมเอ่อยมทูตมัน จะเต้นเนาะเหนือสุสารของคนน่ะคือสุดท้าย แล้วชีวิตเราเนี่ยมันจะต้องจบลงด้วยความ ตายอย่างแน่นอนไม่ว่าชีวิตเราจะสวยงามแค่ ไหนนะครับครับไม่ว่าชีวิตเราจะเอ่อมีความ หมายหรือไม่มีความหมายจะดีจะชั่วแบบไหน
เนี่ยสุดท้ายเราจะต้องตายทุกคนอันนี้คือ ข้อเท็จจริงนะครับและข้อเป็นข้อเท็จจริง ที่เรามักจะลืมตระหนักเพราะงั้นต่อให้คุณ ใช้ชีวิตอย่างอย่างไหนก็ตามแต่เนี่ยสุด ท้ายมันก็จะไม่เหลืออะไรนะครับผมคิดว่า อันเนี้ยพอเราตระหนักรู้แบบนี้ปุ๊บเนี่ย เราจึงต้องกลับมาทบทวนการดำรงอยู่ของเรา ว่าไอ้ช่วงเวลาเล็กๆที่เราอยู่บนโลกนี้ฮะ ไอ้ช่วงเวลาไม่กี่สิบปีที่เราอยู่บนโลก นี้เนี่ยแล้วเราจะต้องตายอย่างแน่นอน เนี่ยเราอยากจะให้ของขวัญอะไรไว้ผมคิดว่า มันเป็นคำถามสำคัญน่ะสุดท้ายแล้วความหมาย ของชีวิตเมื่อเราตระหนักว่าสุดท้ายมันจะ ไม่เหลืออะไรเลยเนี่ยก็คือความตายเนี่ย เราจึงควรจะต้องถามตัวเองว่าในช่วงเวลา เล็กๆที่เราดำรงอยู่เหมือนแค่คลื่นเล็กๆ เนี่ยนะฮะในมหาสมุทรเนี่ยเราอยากจะมอบของ ขวัญนรให้โลกนี้อ่าหลายคนนะครับอยากจะ เป็นที่จดจำในโลกแต่สุดท้ายเชื่อะทุกคนจะ ถูกลืมนะแต่ผมคิดว่ายิ่งดีกว่าการจะเป็น ที่จดจำก็คือเราจะทิ้งอะไรไว้ให้โลกนี้ ก่อนที่เราจะตายจากไปแล้วผมว่าอันนั้น แหละคือความหมายของชีวิตครับ