ก็หัวข้อที่เราจะมาคุยกันวันนี้ก็ตามปก เลยครับเรื่องชีวิตนัก เขียนสวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องมาเจอกันอีก ครั้งกับชี้ดาบพcสซึ่งไม่ได้เจอกันหลาย วันนะประมาณสัก 10 10 กว่าวัน 12 วันได้ ก็ผมหายไปไหนมาก็ผมไปทำหน้าที่ตามอาชีพ นักเขียนที่ผมเป็นอยู่ฮะก็คือไปขาย หนังสืออยู่อ่าหาดใหญ่ภาคใต้ก็น่าจะมี หลายคนที่ได้เจอผมเป็นครั้งแรกหลังจากพcส แล้วผมก็บอกทุกคนไว้ว่าผมอาจจะหายไป ประมาณ 10 วันซึ่งน่าจะพูดไว้ตอนเอ่อ ศาสนาบ่อนก็เป็นคลิปที่คนอาจจะดูไม่เยอะ เท่าไหร่เพราะว่าอาจจะดูเป็นผู้ชายแต่ก็ วันนี้ผมกลับมาอีกครั้งแล้วก็คิดว่า เรื่องที่อยากจะมาเล่าให้ทุกคนฟังในวัน เนี้ยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ที่เคยเล่าด้วยก็คือเรื่องรอบบี้เนาะการ ไปอเมริกาครั้งนั้นของผมแล้วก็เป็นคำถาม ที่หลายคนเริ่มถามมาว่าเอออยากรู้เรื่อง ชีวิตนักเขียนวันนี้ผมก็เลยจะมาเล่าให้ ทุกคนฟังว่าชีวิตนักเขียนเป็นยัง ไงซึ่งจะเริ่มยังไงดี นะอ่ะอย่างแรก เลยมันเป็นอาชีพ ที่ยาก มากเข้าใจแหละว่าแต่ละคนก็บอกว่าทุกอาชีพ มันยากแต่ว่าเอาเป็นว่าผมจะอธิบายความยาก ของอาชีพนี้โดยเฉพาะในประเทศนี้และใน ปัจจุบันย้อนกลับไปช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่าน มาว่ามันเกิดอะไรขึ้นดีกว่าก็เราจะเคยได้ ยินเรื่องของยูทูerกันเยอะเนาะยุควันทุก วันนี้ก็ถือว่าเป็นการเล่าเรื่องในทุกๆ วันเนี้ยที่เป็นที่นิยมแล้วก็เป็นรายได้ หลักแทนอาชีพการเล่าเรื่องในอดีตซึ่งใน อดีตเราก็ก่อนที่จะมียูทูerอ่ะผู้คนจะ อยากเป็นนักเขียนเพราะว่าหลายคนมีเรื่อง ที่อยากเล่าใช่มั้ครับตอนเนี้ยทุกคนไม่ ได้เล่าเรื่องเป็นการเขียนอย่างเดียวละ เราก็ไปเล่าเรื่องเป็น YouTube และเผลอๆ มันก็เหมาะสมกับการเล่าเรื่องบางประเภท มากกว่าแล้วก็เอ่อได้เงินเยอะกว่า ด้วยก็ในยุคที่ผ่านมา 10 ปีที่ผ่านมาเป็น ยุคของการมาแทนที่ของ YouTube เนาะการ เล่าเรื่องแบบใหม่ไม่ว่าจะเป็น Audio Book หรือว่าแม้กระทั่ง ebook ก็ตามใช่ มั้ยมันเลยทำให้ส่วนอ่ะพูดกันตามตรงตาม โครงสร้างก่อนเดี๋ยวผมจะเล่าเพื่อให้ทุก คนเห็นภาพว่าทำไมมันถึงยาก ขึ้นในตามโครงโครงสร้างเนี่ยพื้นที่ที่ เราเคยสมมุติเมื่อก่อนคนเป็นนักเขียน เนี่ยเคยมีพื้นที่เต็มๆ 100% ตอนเนี้ยเรา โดน YouTube ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องในยุค ปัจจุบันเนี้ยที่คนนิยมกันยึดไปแล้ว ประมาณ 80% จากสื่อที่มันเคยเป็น 100% เมื่อ ก่อนอ่าสื่อบางประเภทก็ย้ายไปออนไลน์ หนังสือก็หลดลดบทบาทลงเอาแบบนี้ดีกว่าจาก ที่เคยมี 100% เต็มและทุกอย่างอยู่ใน หนังสือทั้งหมดตอนเนี้ยผมคิดว่าเราน่าจะ ตีความไปอยู่ประมาณสซักไม่เกิน 20 หรือ น้อยกว่านั้นเพราะว่ายังอ่ะอะไรบ้างที่ กลายไปเป็นกลายไปเป็นสื่ออื่นแล้วบ้างก็ คือเอ่อคู่มือต่างๆกลายเป็นออนไลน์ทั้ง หมดใช่มยความรู้บางประเภทอย่างหนังสือ พิมพ์หรือว่าบทความอะไรที่เขียนสั้นๆก็ไป เป็นโพสต์ในอินเทอร์เน็ตใน Facebook อะไร พวกนั้นน่ะหมดแล้วใช่มั้ยมันอ่ะอะไรอีก หนังสือเดินทางเล่าเรื่องเมื่อก่อนคนไป
เดินทางมาก็ต้องเล่าเรื่องเป็นหนังสือใช่ มั้ยแต่ตอนเนี้ยมันเป็น YouTube หมดแล้ว ฉะนั้นเนี่ยของเหล่าเนี้ย เปลี่ยนสื่อไปซึ่งผมจะบอกคืออธิบายแบบ เนี้ยมันง่ายกว่าเพราะคุณจะได้เห็นเลยว่า มันแล้วมันเหลืออะไรบ้างล่ะที่สามารถเป็น หนังสือได้แล้วมันก็จะบอกด้วยว่าแล้วทำไม ผมยังต้องเป็นนักเขียนอยู่ใช่มอ่ะพวกนั้น ไปหมดแล้วมันก็จะเหลือแค่งาน ประเภท how to อ่า วรรณกรรมประสบการณ์อะไรบางอย่างที่ไม่ สามารถเล่าออกมาเป็น YouTube หรือว่า เรื่องแบบนั้นได้แต่หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมมันถึงไม่ได้ใช่มั้ยเดี๋ยวเดี๋ยวผมจะ เล่าให้ฟัง ก็มันเลยทำ ให้ไออาชีพนักเขียนหรือว่าเงินที่เข้ามา ในวงการหนังสือเนี่ยมันลดน้อยลงเป็นอย่าง มากแล้วมันส่งผลต่อภาพรวมทั้งหมดคนที่เคย มีรายได้เป็นก่อเป็นกรรมจากงานเขียนก็อ่ะ เริ่มอยู่ไม่ได้หายไปทีละคน 2 คน เอ่อนักเขียนที่เคยมาอยู่ที่นี่อ่าสามารถ ออกหนังสือทุกๆปีเพื่อที่จะเป็นนักเขียน ได้ก็น้อยลงไปเรื่อยๆก็ย้ายไปเป็น YouTube แล้วนักเขียนหลายคน ก็เลิกผลิตออกมาเป็นหนังสือ เล่มออกมาเป็น ebook ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ ซึ่งได้เงินแล้วก็มีแฟนคลับเยอะกว่าแต่ มันก็เฉพาะเป็นหนังสือบางประเภทก็น่าจะ เป็นนิยายเท่า นั้นก็จะเหลือแค่ หนังสือแบบ ผมไม่ดิก็อาจก็ประมาณเนี้ยก็ที่ที่ยัง เหลือเป็นรูปแบบเล่มแล้วผมก็มีeบุ๊คอ่ะนะ แต่ว่าคนก็ยังชอบอ่านหนังสือแบบ เนี้ยเป็นเล่ม อยู่ซึ่งส่วนแบ่งการตลาดก็เหลือน้อยเต็ม ทนความยากของมันก็คือในโลกที่เรามีความ ฝันนี่ผมพูดแบบแล้วคิดว่าน่าจะเชื่อมโยง กับผู้คนได้ผมมีความฝันว่าอยากจะเป็นนัก เขียนมาตลอดใช่มั้ยแต่ความฝันเนี่ยทุกคน ก็รู้ ว่ามันก็ต้องกินให้ได้มันก็ต้องอยู่ในโลก ทุนนิยมเพราะทุกอย่างเนี้ย มันฝันอย่างเดียวไม่ได้พอเราโตขึ้นเราก็ ต้องรู้ว่าเงินเหล่าเนี้ยมันยิ่งจำเป็น มากขึ้นทุกวันแล้วเราก็ต้องเอาไป ใช้ไม่ใช่เพื่อดูแลดูแลคนเดียวตัวเอง อย่างเดียวเมื่อเราโตขึ้นในเรื่อยอย่างผม ปีนี้อายุ 36 แต่งงานแล้วก็ต้องเลี้ยงก็ ต้องเลี้ยง เออมันต้องเลี้ยงหลายอย่างอ่ะทั้งความ สัมพันธ์ของเราทั้งอ่าพื้นฐานของเราความ เป็นอยู่ของเราพ่อ แม่แล้วก็ทุกๆอย่างสิ่งนี้มันคือความจริง ที่มันจะเข้ามาในที่สุดเมื่อคุณมี ความฝันแล้วก็โตขึ้นมันก็บีบ ให้มันยากขึ้นเรื่อย ผมพูดมาทั้งหมดเนี่ยผมยังไม่ได้บอกว่า จำนวนเงินมันเท่าไหร่หรือว่าอะไรที่มัน ยากชัดเจนแต่ผมคิดว่าพอผมพูดแบบเนี้ยหลาย คนก็น่าจะพอเห็นแล้วละแล้วล่ะว่ามันยาก แต่ผมจะเจาะสปcificว่ามันยากขนาดไหนเนาะ ก็ คือประเทศของเราเป็นประเทศ ที่คนอ่านหนังสือน้อยอยู่แล้วถ้าเทียบกับ ประเทศอื่นๆที่ไม่ว่าจะเป็นคนที่เขียน หนังสือภาษาอังกฤษอ่าหรือว่าสื่อที่ใหญ่ มากแรกอย่างญี่ปุ่นจีนอะไรก็แล้วแต่ 3-4 ประเทศเนี้ยไม่ว่าจะเกาหลีอะไรก็ก็แล้ว แต่เนี่ยมีวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็ง มากก็ไม่ต้องดูตัวอย่างไกลญี่ปุ่นเนี่ย หนังสือดังๆของเค้าเนี่ยขายได้ทีอ่า 1 ล้านเล่มใช่มั้ยแต่ประเทศไทยหนังสือดัง ของเราไม่ต้องดังก็ได้อยู่โดยธรรมชาติของ เราจะตกอยู่ที่ประมาณสซัก 2-3,000 เล่ม แล้วหนังสือดังจริงก็อาจจะตีขึ้นไปถึง 100,000 เล่มและนั่นก็คือถือว่าเยอะมากๆ แล้วฉะนั้นถ้าเกิดว่าคุณๆดูคุณก็จะรู้ว่า อ่ะส่วนแบ่งของนักเขียนอยู่ที่ประมาณอ่า ไม่เกิน
10% ใช่มยหนังสือขายเล่มละ 300 สมมุติอ่ะถ้าไปตามนักเขียนเอ้ยสำนักพิมพ์ ทั่วไปเนี่ยอ่าเค้าก็จะจ่ายเงินให้ก่อน อ่าอาจจะเป็นก้อนคูณ 3,000 ไป 10% 3,000 คุณค่าปกก็จะตกประมาณสซักแสนกว่าบาทแต่ ว่าหนังสือ 1 เล่มเราไม่ได้เขียนกันเดือน 2 เดือนนี่บางคนอาจจะต้องใช้ทั้งชีวิตใน การเขียนหนังสือ 1 เล่มหรือใช้เวลาหลายปี ฉะนั้นถ้าเกิดว่าเอามาคำนวณกันแล้วเนี่ย ได้เงินมา 100,000 นับจำนวนเงินจำนวน เดือนที่เราเขียนหนังสือ 1 เล่มซึ่งก็ไม่แน่อีกว่าเราจะได้เท่านั้น หรือเปล่ามันจะตกเหลือกันอยู่แค่เดือนละ ไม่เท่าไหร่ถ้าตีไปก็พูดกันตรงๆก็คือใน ฐานะนักเขียนอย่างเดียวมันแทบจะอยู่ไม่ ได้เพราะมันไม่พอหลายๆอย่างเลยฉะนั้น อาชีพนักเขียนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจึง กลายเป็นอาชีพเสริมของหลายๆคนที่มีอาชีพ หลักอยู่ แล้วนั่นแหละซึ่งผมเนี่ยไม่ใช่แบบ นั้นปีนี้เป็นปีที่ 11 ผมเป็นนักเขียน เนาะแล้วก็ผมไม่ได้ทำอาชีพอื่นเลยนอกจาก อาชีพนักเขียนนี้มาตลอด 11 ปีรายได้หลัก ของผมมาจากงาน เขียน ซึ่งเป็นหัวข้อและเหตุผลที่ผมจะมาเล่าใน วันนี้ว่าอ่ะมันมันมันจะเป็นยัง ไงผมเขียนหนังสือมาเป็นปีที่ 11 และเหตุ ผลที่ผมอยู่ได้เนี่ยไม่ใช่ว่าผมเป็นนัก เขียนอย่าง เดียวมันอาจจะเป็นทั้งความโชคร้ายหรือว่า โชคดีในตอนแรกก็ไม่รู้ที่ไม่มีสำนักพิมพ์ ไหนรับหนังสือผมไปพิมพ์ซึ่งตอนแรกก็ไม่ เข้าใจหรอกว่าทำไมเถึงไม่รับหนังสือผมไป พิมพ์ผมก็เอ่อไม่เข้าใจมาหลายปีจนกระทั่ง วันนึงอยากเป็นนักเขียนมากๆผมก็เลยไปยืม เงินเพื่อนมา 100,000 แล้วก็พิมพ์หนังสือ เองทำการตลาดเองถ้าเคยใครเคยรู้จัก หนังสือ 1 ปีอเมริกาเวอร์ชั่นแรกสุดเนี่ย มันอยู่ในเว็บเด็กดีนะครับก่อนที่ผมจะเอา มาโพสต์ให้อ่านฟรีบน Facebook แล้วหลัง จากนั้นเนี่ยก็มีการแชร์ไปเรื่อยๆจน กระทั่งวันนึงเนี่ยผมก็เรียเงินเรียกว่า เรี่ยรายเงินพิมพ์หนังสือฉบับลิมอ่ะเป็น ของตัวเองได้ฉบับนั้นน่ะมีอยู่ 200 เล่ม ซึ่งถ้าเกิดว่าใครได้ไปตอนนี้บอกเลยว่า มูลค่าของมันมีคนซื้อต่อกัน 3-4,000 นะ ครับก็เก็บไว้มันจะคำจะมีคำว่า Limited อยู่ด้านขวาซึ่งตอนนี้ผมหาไม่เจอหาไม่เจอ แล้วตัวผมอ่ะมีอยู่แค่เล่มเดียวมีอยู่แค่ เล่มเดียวเท่านั้นแต่ผมก็เห็นมีคนมามาเล มาเลอยู่นะเออแต่แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่อง นี้เท่าไหร่ทีนี้เนี่ยพอผมเห็นว่าเห็น แล้วว่ามีคนอยากได้ผมก็เอ่อคิดว่าเราต้อง ขยายสู่การอ่าส่งหนังสือเนี่ยเข้าร้าน หนังสืออันนี้คือสิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปี ที่แล้ว เนก็มีเพื่อนรักคนนึงที่โตมาด้วยกันตลอด แล้วก็รู้ว่าผมฝันอะไรเนาะเขาก็เห็นว่าผม เนี่ยอยากเป็นนักเขียนมานานแล้วเค้าก็สาน ฝันให้ผมโดยการให้ผม อ่ะยืมเงินไม่เรียกว่ายืมเงินก่อนเรียก ว่าร่วมลงทุนซึ่งเพราะว่าเพื่อนไม่ รู้ไงว่าตอนนั้นเนี่ยเค้าไม่รู้ว่า หนังสือที่ถ้ามันเกิดขายไม่ได้อีก
100,000 ก็หายไปเลยถูกต้องมั้ยผมผมก็ไม่รู้เหมือน กันผมแค่มีความเชื่อว่าผมอยากเป็นนัก เขียนมากแล้วตอนนั้นกระแสมันดีผมก็มีความ เชื่อว่าเออมันจะต้องขายได้แน่ นอนผมก็เอ่อให้เพื่อนมาร่วมลงทุนแล้ว ปรากฏว่ามันเกิดขายดีขึ้นมาต้องบอกว่า หลายๆอย่างณเวลานั้นทำให้หนังสือผม 1 ปี กับชีวิตที่ผมอเมริกาเนี่ยดังจากอย่างแรก ก็คือผมโพสต์ลงใน Facebook อยู่แล้วแล้ว ก็พอ คนอ่ารู้ว่าออกหนังสือเนี่ยเค้าก็มาตาม กันตอนแรกมันแบบเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น มากผมอยากจะเล่าโมเมนต์นี้ให้ ฟังในการเป็นนักเขียนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เนี่ยเป็นยุคของการเริ่มต้นมาของ YouTube ผมมีเส้นทางระหว่างการเป็นยูทูerกับเป็น นักเขียนผมเลือกการเป็นนักเขียนเพราะอะไร นั้นเดี๋ยวผมจะเล่าต่อ ไปวันนี้ผมยืมเพื่อน 100,000 เนี่ยแล้ว การขายหนังสือหลักของในประเทศไทยที่กลาย เป็นนักเขียนได้มันคือการเปิดตัวในงาน มหกรรมหนังสือแห่งชาติซึ่งจัดอยู่ในช่วง เมษายนหรือว่าตุลาคมที่กรุงเทพฯเอ่อก็คือ ก็คือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ใช่ มั้ยตอนนั้นน่ะเราก็ฟังก็คือมีข้อมูลนั่น แหละก็ไปศึกษาข้อมูลว่าอ่ะเราจะฝาก หนังสือในนี้ได้ยังไงใช่มั้ยก็ไปติดต่อ กับบูทบูทนึงที่ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเพื่อน กันดีอยู่แต่ว่ามีช่วงช่วงนึงที่เรา ทะเลาะกันไปด้วยแต่ว่าตอนนี้ก็เป็นเพื่อน กัน ดีวันนั้นน่ะเราไปติดต่อบอกว่าพี่ผมเอ่อ เป็นนักเขียนใหม่อย่าเอาหนังสือมาฝากผม อ่ะเอาหนังสือมาฝากได้มั้ยคือตอนนั้น เนี่ยผมพิสือมาแล้ว 1 3,000 เล่มซึ่ง เป็นจำนวนที่มากพอที่จะส่งตามร้านไปทั่ว ประเทศเพราะผมติดต่อร้านอะไรเรียบร้อย แล้วมันก็คือมี process ของมันจนจนผ่านมา ได้เนาะ แต่พอพอไปถึงร้านเนี่ยเราคาดหวังว่าเรา ขายหนังสือด้วยตัวเองไปประมาณ 2 200 เล่มแล้วอะไรอย่างเงี้ยแต่เรายังไม่เป็น นักเขียนที่ยังไม่มีใครรู้จักในเชิงใน ความเป็นจริงอ่ะเพราะว่าเราเพิ่งทำการ ตลาดออนไลน์มาแล้วก็แล้ว ก็เออมันไม่มีคนรู้จักอ่ะงานนั้น เนี่ยพอผมถามเค้าว่าเออพี่ผมเอาหนังสือมา ลงกี่เล่มดีคิดในในใจก็ประมาณซักอ่ะวันละ 100- 200 มั้งอะไรเงี้ยเพราะตอนนั้นกู ไม่รู้ไง ว่าการถ้าเกิดว่าขายหนังสือไม่ได้อ่ะแม้ แต่ 10 เล่มอ่ะในงานเราก็อาจจะขายไม่หมด เลยผมไม่รู้ว่ามันมีสถิตินี้มาก่อนเรามี แต่ความมั่นใจแล้วก็มีแต่อะไรก็ไม่รู้ อยู่ในตัวเองที่เชื่อว่าเฮ้ยมันต้องขาย ได้แน่นอนเจ้าของร้านพอเห็นผมเบอกว่าเออ เดี๋ยวมึงเอามาซัก 20 เล่มก่อนแล้วกันคือ ตอนนั้นน่ะผมไปกับเพื่อนคนนี้เรามองหน้า กันเลยว่า 20 เล่มเองเหรอวะเพราะว่า เราอ่ะพิมพ์ 3 มามา 3,000 เล่มก็จริง 2,000 ล้านใช่มั้ยแต่ว่าเราตั้งใจคิดว่า งานหนังสือเจะขายได้ 1000 เล่มเรามารู้ที หลังว่ามันเป็นยอดที่น่าจะเป็นไปไม่ได้ เลยอ่ะที่ที่ถ้าเกิดว่าเรารู้ข้อมูลก่อน หน้านั้นเมื่อก่อนน่ะนะแต่ตอนนั้นเพราะ เราไม่รู้เราเราก็เลยคิดว่าเราจะต้องขาย 1,000 เล่มให้ได้เรามองหน้ากันบอก
เพราะเราทั้งคู่มาจากเชียงใหม่แล้ว แล้วเราไม่ได้มีที่พักเนาะผมเนี่ยกับ เพื่อนเนี่ยเอาหนังสือ 1,000 เล่มทุกทั้ง กองเนี่ยเอาไปไว้หอเพื่อนหอแฟนมันคนนึง ที่เรามาขอพักด้วยอยู่กรุงเทพฯแล้วเราก็ นอนที่นั่นแล้วเราก็กองไว้อยู่เต็มใต้ โต๊ะแบบใต้โต๊ะแบบเนี้ยแล้วมันก็อยู่พบ 1,000 เล่มพอดีเป๊ะหมายความว่าเราไม่รู้ เลยด้วยซ้ำว่าถ้าเกิดว่ามันขาย 1,000 เล่มไม่ได้อ่ะมันจะไปอยู่ที่ไหน ต่อแล้ววันนั้นเราก็กลับไปด้วยความแบบ เหมือนเจอความจริงแล้วก็อึ้งอ่ะแล้วก็แบบ ทำไงดีวะคือนั้นผมนอนไม่หลับเลย นะผมก็แบบเฮ้ยจริงๆเหรอวะเราคิดไปเองเหรอ เนี่ยว่ามันจะขายได้ 1,000 เล่มอะไรเงี้ย เเอา 20 เล่มเองบ้าไปแล้วอะไรเงี้ย แต่ปรากฏว่าปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นเอางี้ดี กว่าก็ผมเรียกมันว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว กันเพราะมันเป็นโมเมนต์ที่เราจะมาเล่ากัน อยู่ทุกวันนี้เลยว่า มันเกิดขึ้นได้ยัง ไงตั้งแต่ผมยังไม่ตื่นมีโทรศัพท์ดังขึ้น มาผมก็เปิดดูแล้วก็พบว่าเออเป็นพี่เจ้า ของบูทผมก็แบบเอองวงเงียตื่นขึ้นมาแล้ว แบบว่าเออครับพี่ยังไงหรอก็เข้าใจว่าเค้า คงจะแบบเอ่อเออเออไม่รู้อ่ะว่าเค้าจะพูด อะไรผมก็รับโทรศัพท์มาแล้วคำแรกที่เค้า พูดมาคืออะไรรู้มั้ยผมถามผมว่าไอ้ มึงเป็นใครวะผมว่า ะผมก็พี่โทรมาหาผมเองวะอะไรเงี้ยแต่มัน หมายถึงว่าคนมายืนต่อแถวรอมึงเต็มบูท เลยอ่ะมึงอยู่ไหนเนี่ยมึงรีบมาเลยแล้วมึง เอาหนังสือมาด้วยอีก 100 เล่มผมแบบมอง หน้าผมเพื่อนผมชื่อแมนนะผมไอ้แมนรีบปลุก มาเลยแมนไอ้ต้องไปแล้วเ้าให้เติม หนังสือเราคือตกใจมากเว้ยแล้วก็แบบแล้ว แล้วเราไม่มีรถคือเราต้องขึ้นรถไฟฟ้าเท่า นั้น 100 เล่มแบกไปเป็นไปไม่ได้อย่างมาก ที่สุดอย่างมากที่สุดเราคือแบก 2 แพ็คไป หนังสือมันจะกองนึงขนาดนี้เนาะแล้วเราก็ จะแบกแพ็คไปแพ็คนึงจะประมาณ 20 เล่มเรา 2 คนก็ต้องแบกแพ็ค 2 นั้นไป 80 เล่มเพื่อไป ที่งานหนังสือ แล้วพอไปถึงคนก็เริ่มมาทักผมไผมก็แบบอะไร วะกูกูยังไม่เคยออกหนังสือด้วยซ้ำแต่ว่า เข้าใจว่าคนตามมาจากเอ่อเอ่อ Facebook เนาะเพราะคนแชร์ไปเยอะมากแล้วก็ผมก็งงๆ ไม่รู้เรื่องอะไรมีหลายคนที่ถ้าเกิดมาฟัง วันนี้เนี่ยต้องจะบอกว่าขอโทษที่ที่ตอน นั้นเนี่ยไม่ยอมเซ็นหนังสือให้เพราะว่าผม ยังไม่รู้ว่าผมต้องทำตัวยังไงเว้ยวันนั้น มันงงมากๆมีคนทักมาครับเดินมาบอกพี่ใช่คน เขียนใช่มั้ครับขอใช้หนังสือหน่อยแล้วกู แบ่งหนังสืออย่างี้อยู่แล้วก็แบบเออ เดี๋ยวๆก่อนพี่พี่เชิญที่บูทนะหรือเงี้ย แต่ผมพูดไม่ค่อยดีวันนั้นน่ะผมยังงงๆอยู่ ก็มันอยู่ในขั้นแบบเริ่มต้นของการแอคการ เป็นนักเขียนน่ะแล้วผมก็แบบอะไรวะพอ ไปถึงคนเต็มบูทแล้วแล้วพอผมวางหนังสือ ปุ๊บอ่ะไอ้ 80 เล่มนั้นน่ะก็แทบจะหมดไปใน ทัน ทีวันนั้นเนี่ยผมอยู่บูทกับเอ่อนักเขียน ก็คือพี่มุนินเนาะตอนนั้นถ้าเกิดว่าใคร เป็นแฟนคลับมุนินที่เป็นหนังสือลายเส้น เนี่ยยุคนั้นพี่มุนินก็เป็นนักเขียนชื่อ ดังงานของเขาลึกมากน้องชายผมเป็นแฟนมุนิน มานานซึ่งพี่มุนินเป็นเพื่อนของเพื่อนผม อีกทีที่สาเหตุที่ทำให้ผมมาบูทนี้ได้ก็ เพราะว่าอ่ะรู้จักกันอยู่ในกลุ่มนี้แล้ว ผมก็เลยมาขอ ฝากทุกคนก็ถามว่ามึงไปทำอะไรมามึงเป็นใคร เนี่ยมึงมาวันแรกอะไรอย่างเงี้ยแล้วผมก็ ไม่ รู้ก็คือจบงานนั้น น่ะคือบทสรุปของการเริ่มต้นเป็นการเป็น นักเขียนของผมเลยก็
คือในวันสุดท้ายเนี่ยเราขายหนังสือหมด เกลี้ยงไม่เหลือเลย 1,000 เล่ม แล้วนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการเป็นชี้ ดาบกับหนังสือที่ชื่อว่า 1 ปีกับชีวิตที่ ผมอยู่ในอเมริกาซึ่งมันไม่ใช่ไม่ใช่เล่ม นี้นะเล่มนี้คือเล่มหลังๆะก็จะเป็นเล่ม แรกๆหลายคนได้ฟังก็จะน่าจะพอจำ ได้แล้วชีวิตการเป็นนักเขียนของผมเนี่ยผม ก็ไม่เคยรู้เลยว่าเฮ้ยอันเนี้ยคือการการ ดัง แบบเกิดขึ้นได้ยากนะผมก็เข้าใจว่าเอ้ยทุก ๆคนที่เป็นนักเขียนก็น่าจะเป็นแบบเนี้ยก็ น่าจะพอเป็นหนังสือก็เป็นประมาณเนี้ยเรา ก็เลยมีความมั่นใจมากๆที่จะไปบอกคนอื่น ว่าเฮ้ยการเป็นนักเขียนไม่ยากหรอกอะไร อย่างเงี้ยเพราะเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำ ไว้เนี่ยมันimpพactต่อผู้อ่านตั้งแต่ยัง ไม่เกิดหนังสือหนังสือ 1 ปีอเมริกาเป็น หนังสือตลกที่ยุคนั้นเนี่ยคนชอบตลกเนาะ แล้วคงก็จะอ่านหนังสือเนี้ยไม่ใช่เพราะ ว่ามีสาระแต่ว่ามันเป็นเพราะว่าโอหนังสือ มันมีกูมึงมันมีจังหวะที่มันแปลกๆแล้วก็ มันสามารถทำให้คนอ่านได้จนจบเล่มตั้งแต่ มันยังไม่ออกมาเป็นเล่มคนก็ตั้งคำถามว่า พอคนไม่ออกมายังไม่ออกมาเป็นเล่มแล้วมึง ให้อ่านหมดแล้วผมโพสต์ให้คนอ่านฟรีหมด ทั้งเล่มนะแล้วคนก็ตั้งคำถามว่าเออเค้า ซื้อทั้งเล่มเอ้ยเค้าอ่านทั้งเล่มแล้ว เค้าจะมาซื้อมึงทำไมแต่ ว่าอะไรบางอย่างทำให้คนมาซื้อแล้วก็หมดผม ก็กลายเป็นนักเขียนที่หนังสือขายดีหลัก ที่ร้านเนี่ยที่ร้านหนังสือเนี่ยจะมีราย ได้ให้ผมเดือนเป็นแสนๆเลยเป็นแสนแสนเลยก็ คือแบบเยอะมากจนทำให้เรารู้สึกว่าอ่ะสบาย ละชีวิตของกู โหการเป็นนักเขียนนี่มัน easy ช่าง ง่ายขนาด นี้มันเป็นอย่างนั้นได้แค่ 4 ปี ครับแล้วหายนะมันก็เกิด ขึ้นก็หลังจากนั้นผมทำหนังสือมา 1 ปี อเมริกา 1 ปีอเมริกา 2 ก็ยังเป็นหนังสือ ที่ขายดีเรื่อยๆแล้วมาพีคที่สุดก็ชื่อว่า หนังสือชื่อว่าไปญี่ปุ่นได้เงิน 7,000 เล่มนี้เนี่ยไม่ได้ตั้งใจจะเขียนออกมาขาย ตั้งใจจะเขียนจากบันทึกที่ไปเที่ยว ญี่ปุ่นกับเพื่อนปรากฏว่าเล่มนี้ดังกว่า 1 ปีอเมริกาเพราะมันเป็นหนังสือที่ไม่มี สาระอะไรเลยพูดถึงเพื่อน 3 คนที่ไปเที่ยว ญี่ปุ่นและคิดว่าสามารถเที่ยวญี่ปุ่นด้วย เงิน 7,000 บาท ได้แล้วทุกคนก็ก่อนอ่านก็ตั้งคำถามเป็นไป ได้จริงเหรอวะชื่อมันคงล่อมั้งแล้วคนก็ไป อ่านแล้วก็ปรากฏว่าเล่มนี้มันพลิก ทุกทฤษฎีที่ที่คนอ่านแล้วจะคาดหวังอ่ะ เพราะมันไม่ใช่เป็นหนังสือทำนำเที่ยวเว้ย มันหนังสือเป็นหนังสือที่เล่าว่าทำไมไป เที่ยวญี่ปุ่นถึง 7,000 บาทถึงเป็นไปไม่ ได้แล้วมันก็มีจุดพีคในเรื่องซึ่งผมจะไม่ สปอยตรงนี้คนที่เคยอ่านก็จะรู้ดีว่าเนื้อ เรื่องมันเป็นยังไงพร้อมๆกับการที่ผมทำ หนังสือเล่มของคนอื่นก็คือตามติดชีวิต อินเดียอ่าใครเคยอ่านตามติดชีวิตอินเดีย มาของขิมก็จะได้รู้ในคลิปนี้ว่าผมเป็นคน เรียบเรียงเรื่องทั้งหมดก็คือเอาข้อความ ของขิมใน Facebook เนี่ยมาเรียงเป็น เรื่องยาวก็เป็นสำนวนขิมแหละแต่ว่าการ เว็บเรียงเป็นเล่มเนี่ยเป็นหน้าที่ของของ ผมเองแล้วเล่มนั้นก็ดังยิ่งกว่าญี่ปุ่น ได้เงิน 7,000 เรียกว่าตอนนั้นผมเฟื่องฟูมากมี ทุกอย่างแล้วก็มั่นใจสุดๆเอ้ยเป็นหนังสือ เนี่ยโอ้ยเป็นนักเขียนไม่ยากหรอกโอ๊ยมัน แค่นี้เองแล้วก็ผมอยู่ในช่วงที่ปากหมา
แล้วก็มั่นใจเกินไปจนทำ ให้เสียเพื่อนอย่างที่ผมพูดไปตอนต้นนะว่า พี่ที่บูทเนี่ยทะเลาะกับผมไปช่วงนึงก็คือ ช่วงนี้เลยช่วงที่ผมมั่นใจจนไปแนะนำเค้า จน แบบเค้าหมด หมดกับเราเลยอ่ะเค้าแบบเกลียดเราไปเลย ซึ่งใครเจอผมช่วงนั้นก็จะพบว่าผมอ่ะนิสัย ไม่ดีแล้วผมก็ยอมครับด้วยว่าผมนิสัยแต่ผม ไม่สนผมประสบความสำเร็จก็น่าจะคล้ายๆกับ หลายๆคนที่ที่ทำอะไรสักอย่างได้ในช่วงนึง ถูกต้องมั้ย แล้วมันก็อ่ะแม้แต่เพื่อนผมที่ที่สนิทที่ แมนก็คือคนที่มากับผมตั้งแต่ต้นเนี่ยผมก็ ทะเลาะกับมันแล้วคิดว่าสิ่งที่มันบอก เนี่ยไม่สำคัญแป๊บนึงนะผมขอพสแป๊บนึงผม ลืมเปิดพัดลมแล้วเดี๋ยวกล้องมันจะร้อน แล้วเดี๋ยวมันจะไม่อัดต่อแป๊บนึง นะโอเคได้ ละนะจริงเพราะว่าเมื่อกี้ มันเริ่มกระตุกกระตุนิดนึงอ่ะต่อก็ คือผมทะเลาะ กับเพื่อน ผมผมทะเลาะกับทุกคนรอบ ตัวผมปากหมาใส่คนที่มา เป็นมาขอคำแนะนำอย่างงี้ดีกว่าเพราะผม เข้าใจว่าสิ่งนี้มันง่ายเพราะผมไม่รู้ว่า มันยากขนาดไหน แล้วทุกอย่างนั้นน่ะก็พังลงพร้อม กันมันเกิดขึ้นในวันนึงจากที่ผมเคยบอกว่า รายได้ผมหลักๆเนี่ยมันมาจากงานหนังสือขาย หนังสือได้ใช่มยผมก็จะมีเงินประมาณหลัก แสนจากงานหนังสือเพราะมีหนังสือยังไม่กี่ เล่มแต่ว่าหนังสือมันก็จะขายได้ประมาณ หลักพันเล่มทุกๆงานแต่รายได้ที่หลักกว่า นั้นที่เลี้ยงผมตลอดทั้งปีเนี่ยคือรายได้ จากร้าน หนังสือที่ผมบอกไปตอนแรกสุดอ่ะว่าวงการ หนังสือเนี่ยมันเล็กลงเรื่อยๆจากการโดน เบียดด้วยสื่อชนิดอื่นเข้ามาทำให้เงินใน วงการหนังสือเมันน้อยลงเรื่อยๆร้าน หนังสือที่ผมสายส่งที่ผมไปฝากเนี่ยเ้าทำ หนังสือหุ้น แล้วก็ทำหนังสือ ที่เออหนังสือคอมพิวเตอร์หนังสือแบบที่ ได้รับผลกระทบเป็นอันดับ แรกจากการโดนยึดแย่งพื้นที่ทางการตลาด ของวงการหนังสืออ่ะเค้าเริ่มมีปัญหาก่อน เป็นที่แรก เลยแล้วผ่านไปประมาณสัก 2-3 ปี 4 ปีผม กำลังอยู่ในปีช่วงประมาณปี 2016 ผมไปซ้อน มัคนไม่รู้จักข้ามทวีปอเมริกาแล้วก็กำลัง ทำหนังสือเล่มใหม่ชื่อว่า Root 13 แล้ว ก็เป็นช่วงเวลาที่ผมพีคที่สุดใน ชีวิตผมมั่นใจขนาดที่แบบเอ้ยเนี่ยกูมี เงินเดี๋ยวเงินก็เข้ามาผมก็เปิดออฟฟิศพา เพื่อนมารวมกันอยู่ในที่เดียวกันจ่ายเงิน เดือนโดยที่ไม่รู้ด้วยว่าจะให้เค้ามาทำ อะไร แล้วอยู่ๆวันนึงเราก็ไม่ได้รับการจ่าย เงินจากร้าน หนังสือจากสายส่งไม่ใช่จากร้านหนังสือจาก สายส่งจากเงินที่เคยได้มาเดือนละเป็น แสนกลายเป็น 0 แล้วพร้อมกับความรับผิดชอบทั้งหมดที่ ผมต้อง จ่ายทั้งค่าออฟฟิศทั้งเอ่อทั้งค่าพนักงาน ผมไม่มีตังค์แม้กระทั่งจ่ายให้ตัวผมเองผม ต้องกินส่วนที่เป็นส่วนแบ่งนักเขียนว่าผม วางระบบให้อ่าผมก็กินส่วนแบ่งนักเขียน ไปและนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของหายนะทุก อย่างที่มันเกิดขึ้นผมเริ่มเครียดจนขนาด จนขนาด ว่าผมขี้เป็นเลือดอ่ะเอางั้นดีกว่าผมขี้ เป็นเลือดจากที่เคยเห็นความหวังผมไม่รู้ ว่าต้องไปยังไงต่อเว้ยปีเนี้ยมันมันเริ่ม ตั้งแต่ปี 16 2017 2018 นี่คือเริ่มพีคมาก ๆแล้วมันก็อยู่ในจุดที่ผมคือช่วงนั้นเวลา มันมาปุ๊บเนี่ยโหอีโก้ของเราพาไปเจอโอผู้ หญิงหลายคนนู่นนี่แล้วความนิสัยไม่ดีของ เราเนี่ยก็ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งที่มัน สำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไปด้วยแล้วผม ก็โดนผู้หญิงทิ้งแล้วผมก็สำนึกแล้วมันก็ จมอยู่ กับทุกอย่างเลยคือไอ้ความรู้สึกที่ผม กำลังจะเล่าเนี่ยมันเชื่อมโยงกับการกลับ
ไปเจอล็อบบี้ในปี 2019 ที่ทุกคนอาจจะได้ ฟังมาแล้ว แล้วมันก็มาหนักสุดอ่าตอนเริ่มต้นปี 2019 เริ่มต้นปี 2019 เนี่ยผมไม่ได้รับ การจ่ายเงินจากร้านมาครบปีครึ่งเราได้ เงินเผื่อมาจากการพิมพ์หนังสือเล่มใหม่ ให้คนพรีอเดอร์ตอนนั้นก็มีตามติดชีวิต เล่ม 2 ที่ทำให้ผมยังพอไปได้อ่ะแบ่งส่วน แบ่งของขิมไปแล้วก็เหลือของผมอยู่ก้อนนึง อืแล้วตอนนั้นไม่ได้เข้าร้านแล้วเพราะเรา ไม่มีเงินพิมพ์เข้าร้านผมถึงขนาดมาเปล่า ประกาศหน้าเพจเลยว่าตอนนั้นเราจะปิดการ พิมพ์นะเราจะไม่พิมพ์แล้วเพราะเรายังไม่ มีความรู้มากพอที่บริหารต้นทุนตอนนั้นได้ แล้วผมก็คิดว่าจะไปขายเป็น ebook นั่น แหละแต่ ว่ารายได้จาก ebook มันมันเป็นไปไม่ได้คน ตอนนั้นยุคเริ่มต้นน่ะคนมันยังไม่ได้ซื้อ eบุ๊คเยอะขนาดนั้น น่ะผมก็ไม่มีเงินเลยเว้ยกับออฟฟิศเนี่ยพอ เริ่มต้นปี 2019 น่าจะปลายปี 2018 เริ่ม ต้นปี 2019 เนี่ยเอ่อจากที่เปิดมาปีนึงก็ ทุกคนก็ต้องแยกย้าย ดังนั้นก็ถ้าเกิดเคยอ่านหนังสือ 1 ปี อเมริกาเอ้ยไม่ใช่ 1 ปี อเมริกาพวก Age of Corona หรือพัง Ranger เนี่ยก็จะรู้ว่าตอนนั้นก็มีท็อป แล้วก็มิ้นท็อปซึ่งตอนนี้เป็นสส.ท็อปพรรค ประชาชนนะก็เป็นบุคคลที่พาผมขี่ มอเตอร์ไซค์ข้ามอเมริกาถ้าเกิดว่าใครไม่ รู้อ่ะตอนนี้ก็ก็ผมเล่าให้ฟังตอนนั้นท็อป ก็มาอยู่ออฟฟิศด้วยกันท็อปกับมิ้นทเนี่ย เค้าคบกันแล้วก็เป็นจังหวะเดียวกับนั้น แหละตอนนั้นแหละเขาก็ตัดสินใจแต่งงานกัน แล้วก็อ่ะเราก็ fairell ปิดออฟฟิศท็อป ย้ายไปแต่งออกไปแต่งงานก็เหลือกับผมเหลือ ผมกับแฟน ที่เพิ่งมาคบกันจากการที่เป็นเพื่อนมา ก่อนมันอยู่ในช่วงที่ยากที่สุดผมไม่ รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะไปต่อกันยังไงผมไม่มี เงินผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราผมจะบริหารความ สัมพันธ์นี้ไปยังไงแล้วแล้วการมีความ สัมพันธ์ใหม่มันทะเลาะกันตลอดเวลาตั้งแต่ แรกๆเลยเพราะมันคิดไม่เหมือนกันมันมันเคย เป็นเพื่อนมาก่อนพอมาเจอมันแบบเนี้ยมัน แบบมันพังมันมันหนักมาก จนกลางปี 2019 เพื่อนผมไอ้Steีฟเนี่ยก็ คือแต่งจะแต่งงานแล้วผมเนี่ยในช่วงนั้นก็ คือถ้าเกิดเราก็บอกเพื่อนไว้อยู่แล้วว่า ถ้าเกิดว่ามึงแต่งงานเกูจะไปใช่มั้ยมันก็ เป็นจังหวะพอดีที่ผมมีเหลือเงินก้อนสุด ท้ายประมาณสัก 60,000 บาทเออประมาณ 60,000 บาท 60,000 70,000 นี่แหละจากพิมพ์ หนังสืออันนี้คือผมอ่ะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะ เอาเงินไหนไปพิมพ์หนังสือต่อนะผมยังไม่ รู้ไงต่อเลยแต่ว่าผมอ่ะอยู่ตรงนี้ไม่ไหว ละก็เป็นข้ออ้างอย่างนึงที่ทำให้ผม ต้อง ไปเออผมคิดว่าอาพูดคือผมไม่รู้และไม่ เชื่อว่าผมจะไปต่อในความสัมพันธ์กับแฟน ของผม ได้ซึ่งทุกวันนี้เราแต่งงานกันแล้วนะแต่ ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่มันสาหัสทั้ง physical
finance financal ไอ mental ผมก็ใช้โอกาสนั้นเนี่ยไปอเมริกาไปหา เพื่อนที่กำลังจะแต่ง งาน แล้วเอ่อส่วนหนึ่งก็เป็นข้ออ้างในการพัก จากความสัมพันธ์ที่เราอยู่ด้วยกันตลอด 24 ช่มง แบบ นั้นเพื่อเอ่อไปrefรชหรือไปค้นหาหรือไป ตอบคำถามกับตัวเองฉะนั้นถ้าใครที่อ่าน หนังสือ 13 years after ก็จะเห็นบรรยากาศของการที่ผมอยู่ ในช่วงที่พังหมดทุกอย่างแล้วก็ตั้งคำถาม เกี่ยวกับการมีชีวิตในโลกแห่งความเป็น จริงเพราะก่อนหน้านี้ผมไม่เคยตั้งคำถาม เลยผมอยากเป็นนักเขียนด้วยเหตุผล ว่าด้วยผลอะไรก็ไม่รู้อ่ะแล้วในวันที่ยาก ที่สุดในชีวิตผมก็ตั้งคำถาม ว่าไอ้ทำไมถึงไม่เลือกไปทำอย่างอื่น ตั้งแต่แรกทำไมตอนนั้นถึงไม่เลือกการเป็น ยูทูerทำไมถึงไม่คือมันมีแต่ความคิดลบมา ตลอดช่วงเวลาที่ เราเฟลอ่ะเอางี้ดี กว่าแล้วผมก็ตอบตัวเองไม่ได้เว้ยว่าเออ ทำไมวะทำไมกูต้องเป็นนักเขียน ทำไมกูถึงไม่ไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้ แล้วแล้วทุกๆการทะเลาะกันของแฟนผมจริงๆ แล้วมันทะเลาะจากการที่ว่าผมไม่สามารถ เขียนหนังสือต่อได้แล้วการเขียนหนังสือ เนี่ยตอนนั้นผมเขียนหนังสือชื่อว่า Root 13 Part 2 เป็นหนังสือที่พูดถึงขากลับ ตอนไปซ้อนมอเตอร์ไซค์ท็อปข้ามข้ามอเมริกา เป็นพาร์ท 2 เล่มสีกลมผมดองเล่มนี้มาเป็น ปีละและในความสัมพันธทำให้ผมเขียนหนังสือ เล่มนี้ต่อไม่ได้เพราะว่าเราอยู่ในห้อง เดียวกันอยู่ตลอดเวลาเลยแล้วมันเขียนไม่ ได้อ่ะมันเขียนไม่ได้เลยผมก็โทษเค้าด้วย ความทุกอย่างอะไรผมก็โทษเค้าโทษทุกอย่าง มันเป็นช่วงที่แย่มันเป็นช่วงที่ แย่ แล้วเออพอการไปที่นั่น เนี่ยมันถึงออกมาเป็นหนังสือเล่ม 13 years after นะเพราะว่าสุดท้ายเนี่ยผม ไปพบว่า ทำไมผมถึงอยากเป็นนักเขียนและทำไมผมถึงทำ สิ่งนี้ต่อมาเรื่อยๆมา ตลอดหลาย ปีอืมแล้วแม้ในวันที่มันแย่ที่สุดอ่ะผมก็ ยังทำมัน อยู่มันตอบคำถามนึงในชีวิตที่คิดว่าหลาย คนเคยได้ยินคำนี้เนาะเค้าบอกว่าถ้า คุณคือคุณจำเป็นต้องรักในงานที่คุณทำด้วย เหตุผลอะไรรู้ ป่ะเพราะว่าในวันที่แย่ที่สุดอ่ะแล้วงานเ มันไม่ตอบโจทย์อะไรกับคุณแล้วด้วยซ้ำใน ทางทุนหรือทางอะไรก็ตามถ้าคุณไม่รักอ่ะ คุณทิ้งมันแน่นอนแล้วผมเชื่อว่าหลายคนเจอ สิ่งนี้แล้วก็อาจจะทิ้งมันไปแล้วใช่มั้ย ฉะนั้นเนี่ยในคำพูดของคนสมัยใหม่แล้วการ ที่คุณทำอะไรสักอย่างอาจจะเป็นวิธีคิดของ ตะวันตกที่เขาพัฒนามานานก็ได้มันบอกว่า ถ้าเกิดว่าคุณรักคุณจะหาทุกวิถีทางที่ทำ ให้คุณกลับมาทำสิ่งนั้นได้ตลอด ไปแล้ววันนั้นเนี่ยในวันที่ทุกอย่างมัน เฟลหมดความรักผมพังเงินผมไม่มีผมไม่รู้จะ ไปไหนต่อเนี่ยผมก็ยังตอบได้อย่างชัดเจน ว่าผมยังอยากเขียนหนังสืออยู่แล้วไม่ใช่ การทำ YouTube ไม่ใช่ ทำนู่นนี่ด้วยเพราะว่าอะไรรู้ มั้ยในวันนึงผมมาพบ ว่าเออผมก็ตั้งคำถามเหมือนทุกๆคนถามแหละ ว่าเนี่ยเราเราฟัง YouTube ได้เราจะมา อ่านหนังสือทำไมผมผมผมบอกทุกคนในวันนี้ เลย ว่าการที่ผมต้องเขียนสิ่งเหล่านี้เป็น หนังสือเนี่ยเพราะผมไม่สามารถสื่อสาร message ที่ผมอยากจะบอกทุกคนได้ ผ่านคำพูด 2-3
คำพูดหรือแม้กระทั่ง YouTube 40 กว่านาทีที่ผมพูดเนี้ยผมไม่ สามารถทำได้โดยเฉพาะอย่างเล่มอย่างเนี้ย 13 years after ไม่สามารถเล่ามันได้ ด้วยการพูดแบบนี้หากไม่เป็นหนังสือ มันไม่สามารถเลยมันไม่สามารถทำให้คนเข้า ใจถึง message สุดท้ายที่ผมต้องการจะสื่อ จริงๆแล้วทุกเล่มเป็นแบบนั้นอย่าง 1 ปี กับชีวิตผมกับชีวิตที่ผมในอเมริกาเนี่ย เรื่องเดียวที่ผมต้องการเล่าในความตลกและ ความดูเหมือนไร้สาระทุกอย่างของหนังสือ เล่มนั้นน่ะมันคือการที่ผมอยากจะเล่าว่า คนๆนึงจากวัฒนธรรมตะวันออกเค้ากล้าขึ้น และเป็นตัวเองขึ้นได้ยังไง แค่นั้นแล้วมันต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ ของคนนึงจนจบเล่มมันกลายมันเลยเป็นเหตุผล ว่าทำไมหนังสือ 1 ปีอเมริกาเนี่ยหลายคน ไม่สามารถตอบได้ว่าทำไมมันถึงimpพact เพราะสุดท้ายแล้วในเล่มเนี้ยมันทุกคนจะ ได้ 1 message แล้วจำอารมณ์ของเรื่องได้ อย่างดีเลยว่าเออกูกล้าขึ้นแล้วในหลายปี ที่ผ่านมาเนี่ยหนังสือเล่มเนี้ยก็เปลี่ยน หลายๆคนให้ทำอะไรหลายๆอย่างเป็นครั้งแรก เอ่อคนคนที่ไม่กล้าทำอะไรเลยหรือไม่เชื่อ ว่าตัวเองอ่ะสามารถทำอะไรได้ก็ออกมาทำ อะไรหลายๆอย่างเป็นครั้งแรกรู 13 เองก็ กลายเป็นหนังสือ ที่ โอทำให้หลายคนออกจากงานแล้วก็ทำให้หลายคน เอางี้ไม่ใช่การออกจากงานมันหมายเหมือน กับว่าทำให้หลายๆคนเริ่มต้นทำอะไรบาง อย่างที่เขาอยากจะทำมาแสนนานแต่ความกลัว หรือ comfort zโซนเนี่ยมันกรอบเข้าไว้และ การจะให้พลังเหล่านั้นเนี่ยมันจำเป็นต้อง เล่าทั้งเล่มซึ่งหนังสือชี้ดาบอ่ะมันเล่า สั้นมากแล้วนะมันมันถูกออกแบบมาให้คุณ อ่านจบภายใน 2-4 ชมงเป็นหนังสือที่ออกแบบ มาให้คุณเปิดแล้วก็อ่านครั้งเดียวจบโดย ที่คุณแทบจะไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรของ มันเลยนี่คือเหตุผลว่าทำไมสุดท้ายเนี่ยผม ถึงตอบได้ว่าเออสิ่งที่ผมอยากทำเนี่ยมัน ต้องเป็นหนังสือเท่านั้นเพราะว่าสิ่งที่ ผมอยากเล่าไม่ได้ต้องการที่อยากจะจะมาอวด ว่ากูมีอะไรทำอะไรได้แต่อยากจะให้คนได้ ค้นพบ message ที่ผมต้องการสื่อนั้นแล้ว ถ้าดีที่สุดเลยผมต้องการให้พวกเขาค้นพบ อะไรบางอย่างในตัวของเขาเองและมันเลย จำเป็นต้องใช้หนังสือทั้งเล่มในการ เล่าเนี้ยคือสิ่งที่ผมเจอการกลับไป อเมริกาในช่วงที่ผมเจอSteีฟแล้วก็รอบบี้ ครั้งนั้นเนี่ยมันเลยรีฟลกเรื่องที่เป็น ชีวิตเหล่าเนี้ยอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าการที่ ผมไปใช้เงินของของสีฟแล้วSteีฟเลี้ยงทุก อย่างแล้วการที่ผมไม่สามารถแทบจะไม่ สามารถซื้ออะไรได้เลยที่นู่นน่ะมันรีเฟลก การภาวะการเงินของผมแล้วก็การตั้งคำถาม ความสุขความฝันชีวิตซึ่งมันก็จะมีมิติที่ มันหลากหลายผมก็ไปเห็นว่าเออไอ้ที่เราทำ เนี่ยเราก็ไม่ได้พยายามอยู่คนเดียวหรอก ทุกๆคนต่างมีบริบทที่พยายามแบบนั้นเพราะ การที่ผมอยู่กับความทรงจำของตัวเองมาตลอด น่ะมันทำให้ผมโฟกัสอยู่กับเรื่องเดียว แล้วการที่ผมไปเจอรอบบี้เนี่ยมันก็ยิ่งทำ ให้ผมได้เห็นมิติของชีวิตที่ มันที่มันละเอียดมากขึ้นแล้วก็รู้เลยว่า เออการที่เรามีความเข้มแข็งเนี้ยมันพาเรา มาขนาดนี้ได้มันก็ดีแค่ไหนแล้วที่ดีที่ สุดเลยก็คือหนังสือเล่ม 13 years after ก็จะเล่าว่าผมได้ไปพบอะไรบางอย่างที่ผม เนี่ยเหมือนจะทิ้งให้ตัวเองไว้อย่างไม่ ได้ตั้งใจตั้งแต่เด็กตอนอายุ 17 ปีในเล่ม 1 ปีอเมริกาแล้วผมก็มาเข้าใจเหตุผลที่
แท้จริงเลยที่ผมยังทำสิ่งนี้อยู่ซึ่งผมจะ บอกว่าคืออะไรถ้าเกิดว่าคุณอยากรู้ message คุณต้องอ่าน 13 years after ทั้งเล่ม คุณถึงจะเข้าใจไม่งั้นคุณจะไม่เข้าใจเลย แล้วก็การอ่านหนังสือเนี่ยมันก็จะรีลate กับผู้อ่านประสบการณ์ตรงผู้อ่านเองเช่น เดียวการฟังพcสแต่พcastเนี่ยอ่าหลายคนก็ ฟังตอนกินข้าวหรือฟังตอนที่เอ่อใช้สมาธิ ไปกับอย่างอื่นฟังมันเพลินๆใช่มั้ยยกเว้น เรื่องที่มันจริงจังจริงๆก็มีคอมเมนต์ หลายคอมเมนต์บอกว่าเค้าถึงก็ต้องเอ่อหยุด รถฟังสิ่งที่ผมกำลังจะเล่าเพราะว่าสิ่ง นั้นมันละเอียดซึ่งหนังสือทำอะไรแบบนั้น ครับมันคุณต้องใช้สมาธิเต็มที่ของคุณ เพื่อที่จะเสพประสบการณ์อะไรบางอย่างที่ อยู่ในนั้นแล้วก็ process มันด้วย ประสบการณ์ของตัวเอง relate มันด้วยตัว ของตัวเองนี่คือความพิเศษของหนังสือที่ผม ตอบได้ว่านี่แหละคือเหตุผลของการที่ผมยัง เป็นนักเขียน อยู่นั่นแหละ ผมตอบแบบนี้ได้แล้วก็กลับมาจากอเมริกา ครั้ง นั้นคิดว่าทุกอย่างมันน่าจะดีขึ้นหรือ เปล่าไม่รู้ตอนนั้นผมกลับมาด้วยความคิด อีกแบบนึงแล้วผมคิดว่าเออเอ่อความ สัมพันธ์ที่ผมกับแฟนเนี่ยมันมันน่าจะไป ไม่ได้แล้วล่ะผมผมสรุปของผมด้วยตัวเองตอน นั้น แล้วไม่รู้ว่าจะเป็นปฏิหาริย์หรืออะไรก็ แล้วแต่นะปี 2019 โควิด มาผมไม่เหลือเงินตอนนั้นเหลือเงินแค่ 20,000 บาทจากงานหนังสือครั้งสุดท้ายก็ คือเดือน ตุลาคมแล้วผมคิดว่าอ่ะผมไม่สามารถดูแลแฟน ได้แล้วล่ะแล้วแฟนแฟนเค้าอยู่กับพ่อแม่ อยู่แล้วก่อนหน้าเนี้ยถ้าเกิดให้เขากลับ ไปอยู่กับพ่อแม่มันก็น่าจะสบายใจทั้งคู่ เพราะผมไม่สามารถดูแลเขาได้แล้วแฟนผมก็จะ เป็นคน ที่ ไม่คือเค้าก็เป็นผู้หญิงสมัยใหม่คนนึงเ ไม่ได้มีความคิดว่าเออทำไมเต้องมาทำงาน บ้านหรือทำนู่นนี่ใช่มั้ยเขาจะมีไม่ได้มี ความคิดแบบนั้นซึ่งเราก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วเข้าใจว่าเขาเป็นแบบนั้นแต่ถ้ามัน อยู่ด้วยกันแบบเนี้ยมันก็อยู่ไม่ได้ถูก ต้องมั้ยเค้าไม่เคยคิดจะทำอาหารไม่เคยจะ อะไรเลยแต่วันที่ผมกำลัง จะให้เค้าไปมันก็คือกลับมาจากการเดินทาง ทั้งหมดตอนนั้นผมกลับจากเดินทางมีเงินสุด ท้ายช่วงนั้นอากงผม เสียเอ่ออากงในเรื่อง 1 ปีอเมริกานั่น แหละครับอากงเสียปี 2000 19 สิ้นปีลูก พี่ลูกน้องผมแต่งงานใช่มั้ยแล้วอ่ามี เพื่อนบางคนอยากเจอผมก็ขับรถจากโอหจำได้ เลยว่าตอนนั้นมันเริ่มจากภาค ใต้งานเอ่องานยะลามั้งผมก็ไปเป็นวิทยากร ครั้งสุด ท้ายนั่นแหละผมคิดว่าอาจจะเป็นการปิด อาชีพนักปิดเรียกว่าปิดจบฉากกันเป็นนัก เขียนของผมก็เรียกว่าผมมองไม่เห็นทางทาง อื่นละไปร่วมงานร่วมเอ่องานผมที่ เชียงใหม่แล้วก็ลูกพี่ลูกน้องผมก็แต่งงาน ที่ อุดรแล้วผมก็ไปเจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกัน นานเป็นรุ่นพี่ชื่อพี่ต้อมที่ อุบลราชธานีแล้วผมก็กลับมาที่ กรุงเทพฯแล้วมันก็เป็นช่วงที่โควิดติดมัน ล็อกดาวน์พอดีผมตั้งใจจะบอกแฟนผมว่าเธอ กลับบ้านเถอะมันไปได้ไปไม่ได้แล้ว อ่ะเออมันไม่รู้แล้วผมก็คิดว่าผมจะติด ตังค์ค่าห้องได้ห้องเป็นของน้าผมนะผมก็ จ่ายค่าเช่าให้ น้าในระหว่างที่ผมจะบอกเค้าว่า เออเอ่อเธอไป เถอะนี่เป็นผู้หญิงคนแรกที่ทำให้ผมเข้าใจ อะไรทุกอย่างใหม่หมดเค้าบอกกับผม ว่าเดี๋ยวเค้าจะเริ่มทำ อาหารคืออันนี้เป็นโมเมน ที่ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อในความสัมพันธ์มา ตลอดนะผมมีแต่ความฝันแล้วผมก็เรียกง่ายๆ ว่าในช่วงเวลาที่ผมเติบโตมาผมโฟกัสสิ่ง
เนี้ยผมเลือกความฝันมากกว่าความสัมพันธ์ มาตลอดหลายคนที่ผมเจอที่เจอผมมาอดีตก็คง จะด่าผมอยู่ทุกวัน นี้เออแต่ว่าผมก็มีเหตุผลที่ที่ที่ผมบอก ไม่ได้ว่าทำไมผมต้องเรียกสิ่งนี้มาตลอด แต่ว่าเออมันมันเหมือนเป็นคุณค่า เดียวแล้วทุกคนถ้าเกิดเจอเหตุการณ์เนี้ย เค้าก็จะไปชีวิตผมหมดเลยแต่แฟนผมคนเนี้ย ก็บอกว่าเขาจะเริ่มทำอาหารเ เปลี่ยนแล้วก็ทำหลายๆอย่างเเปลี่ยนตัวเอง หมดเลยเไม่เคยทำอาหารมาก่อนกลายเป็นทำ อาหารนู่นนี่เพราะเราเหลือเงินแค่ 20,000 แล้วหลังจากนั้นน่ะผมก็เริ่มสังเกตเค้า แล้วตัวผมเองนี่แหละ ก็เปลี่ยน ไปตลอดช่วงเวลาโควิดอ่ะมันทำให้คนที่จะ เลิกกันแบบผม เนี่ยมองความสัมพันธ์ใหม่หมดทุกอย่างแล้ว ผมก็เริ่มรู้ว่าคือคือผู้หญิงคนเที่ที่ เป็นเพื่อนมาก่อนจริงๆเค้าเป็นคนที่ช่วย ผมในการทำ Marketing หนังสือ 1 ปีอเมริกา เล่มแรกด้วยเพราะตอนนั้นเป็นเพื่อนกัน อยู่ใช่มั้ยไม่รู้อะไรผมชวนเค้ามาร่วมมัน จะมีอยู่ 4 คนที่มาร่วมกันก็คือมีแมนมีมี คนนี้มีแฟนผมคนนี้แล้วก็มีเพื่อนผมที่ เป็นนักปรัชญาอีกคนนึงคน เนี้ยพอเค้าก็อ่ะมันเหมือนเราเข้าใจคำนี้ เลยว่าร่วมหัวจมท้ายเรารู้สึกครั้งอย่าง เนี้ยเป็นครั้งแรกในวันที่ไม่เหลืออะไร เลยแล้วผมก็เริ่มพอพอทุกอย่างมันดีขึ้น เค้าซัพพอร์ตตรงนั้นให้ผมก็เริ่มมีสมาธิ ที่จะเอ่อไปข้างหน้าต่อเราไม่มีเงินแล้ว 20,000 เนี่ยไม่รู้ว่าทางไหนด้วยร้าน หนังสือไม่ให้เงินเรามาครบปี ครึ่งไม่มีงานหนังสือด้วยเออรายได้เดียว ก็คืองานหนังสือยกเลิกถูกต้อง มั้ยถ้าเป็นคุณคุณทำยังไงถูกต้องป่ะตอน นั้นเนี่ยผมก็คิดว่าอ่ะถ้าอย่างงั้นเดี๋ ลองออนไลน์แล้วกันเราเคยทำออนไลน์มาก่อน หน้านี้แล้วเราก็ไม่คิดว่ามันจะกลับมาบูม แต่ผมมาเข้าใจการยิง Face แอยู่แล้วตั้ง แต่ 1 ปีอเมริกาเล่มแรกผมก็กลับมายิงแล้ว ตอนนั้นเป็นเล่มหนังสือ A year อเมริกา ก็คือ 1 ปีอเมริกาฉบับภาษาอังกฤษที่ผม ตั้งใจทำออกมาเพื่อให้คนได้อ่านหนังสือ ภาษาอังกฤษง่ายๆปรากฏว่ามันเป็นหนังสือ ขายดีในช่วงออนไลน์มาก ๆจากที่ไม่มีรายได้เลยผมก็กลับมามีรายได้ เป็นเอ่อหลักหมื่นแล้วก็ขึ้นไปเป็นแสน เรื่อยๆอยู่ประมาณหลายเดือนก่อนที่มันจะ ดรอปลงเนาะมันก็ทำให้ผมรู้สึกว่าเอ้ย เชื่อกลับมาได้แล้วว่ะแล้วทุกอย่างมันก็ เริ่มกลับมาตั้งแต่ตอนนั้นผมก็อ่ะกลับมา โฟกัสเขียนหนังสือเล่มใหม่ตอนนั้นก็เป็น เล่มแบบ si story แบบเอ่อ Age of Corona แล้วก็เถ้าเกิดคนอ่านก็จะรู้ว่า มัน Struggle ว่าในการทำหนังสือแต่ละขั้น แล้วคือผมทำเองทุกขั้นตอนเนี่ยแค่เขียนผม จัดหน้าวาดรูปปกเองด้วยเพราะว่าเราต้องลด ต้นทุนให้ได้มากที่ที่สุดคือผมทำแบบนี้ ตั้งแต่แรกๆนะไม่ได้ไม่ได้มาเพิ่งมาทำมัน ก็เลยอ่ะเห็น process ทั้งหมดแล้วก็ทำมัน ออก มาจนกระทั่งปี 2020 21 ทุกอย่างก็เออเห็นแสงสว่างแล้วในที่ สุดผมกับแฟนก็แต่งงานกันนี่คือนี่คือ เรื่องราวที่ผมคิดว่ามันก็เกี่ยวข้องกับ การเป็นอาชีพนักเขียนของผมแหละเพราะว่า ทุกอย่างมันเบสแบบเดียวกันถ้าเกิดเล่าไป ทั้งหมดเทุกอย่างมันเชื่อมกันทั้งหมดเลย แล้วหลังจากนั้นเนี่ยพอแต่งงานปุ๊บผมก็
กลับมา โฟกัสการเขียนที่มากกว่าการเขียนแต่ที เนี้ยเรารู้แล้วอ่ะแล้วแหละว่าร้านเนี่ย เปลี่ยนไปละเราไม่สามารถเอ่อมีรายได้จาก ร้านได้เราก็มาโฟกัสถึงเรื่อง การขายหนังสือที่ บูทก็เพราะว่าบูทเป็นรายได้หลักที่จะทำ ให้เรามีเงินไปอ่อดูแลส่วนอื่นๆทั้งปีนะ เพราะว่าเอาจริงๆผมไม่ได้ใช้เงินเยอะผม ให้เงินตัวเองแค่ประมาณ 20,000 กว่าบาท 25,000 อันนี้คือรวมค่าเช่าห้องรวมทุก อย่างหมดแล้วนะแล้วก็จะมีค่าลิขสิทธิ์นัก เขียนที่ผมแบ่งให้กับนักเขียนทุกคนเอ่อมี อะไรอีกพอพอมันมีแบบ นั้นอย่างเออคือนั่นแหละผมก็ด้วยความที่ ในช่วงปี 21 22 เนี่ย 21 เนี่ยออนไลน์ ค่าแอดเนี่ยเริ่มแพงแล้วผมก็เริ่มเห็นจาก สถิติแล้วแหละว่าเรายิงแอดไปเท่าเนี้ยแต่ ยอดมันลดลงทุกๆเดือนไปเรื่อยๆตั้งแต่ปี 2020 เนี่ยถ้าใครเริ่มก็คือจะจำได้ว่า มันพีคที่สุดเลยแล้วค่าแอบก็จะแพงขึ้นเรา จะขายของได้น้อยลงเรื่อยๆจนถึงจุดนึงงาน หนังสือกลับมาเปิดผมก็อ่อได้บังเอิญได้ เป็นกรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์แล้วก็ ได้เข้าไปจัดระบบอะไรบางอย่างในขณะเดียว กันผมก็พบ ว่าผมต้องตีโจทย์ใหม่ว่าผมเพิ่งออนไลน์ อย่างเดียวไม่ได้ละผมจะต้องมาทำยังไงก็ ตามให้บูทผมเนี่ยสามารถขายหนังสือ ได้แบบสามารถเก็บคนใหม่ได้เอางี้ดีกว่าผม เนื่องจากว่าผมรู้มานานแล้วว่าการเป็นนัก เขียนของผมเนี่ยมันเป็นนักเขียนอย่าง เดียวไม่ได้ผมต้องเป็นทั้งสำรับพิมพ์และ ผู้ขายเมื่อคุณต้องเป็นทุกอย่างเนี่ยคุณ ก็ต้องดูแลตั้งแต่ต้นจบตั้งแต่เขียนยัน ยัน customer service เอางี้ดีกว่าคุณ ต้อง take care ขนาดนั้นให้ได้ฉะนั้น เนี่ยผมก็เลยไปออกแบบระบบนึงขึ้นมาซึ่ง มันไม่ได้เกิดจากการที่ตั้งใจออกแบบหรอก มันเกิดจากการที่มันจะไปต่อไม่ได้อีกแล้ว พอผมทำมาปี 2 ปีหลังจากงานหนังสือนะ ประมาณสัก 2 งานนี่แหละผมพบว่ามันมีปัญหา นึงเพราะเมื่อก่อนเผมจะเป็นคนขายหนังสือ เองทั้งหมดใครมาที่บูทเนี่ยผมจะเป็นคนคุย ด้วยแล้วก็ถามเขาว่าเขาสนใจแบบไหนนู่นนี่ แล้วผมก็จะแนะนำหนังสือให้ 1 เล่มแล้วเขา ก็จะไปอ่านแล้วตรงนั้นก็จะเป็นแฟนซึ่งผม ทำคนเดียวมาตลอดแล้วก็ไม่ว่าคุณจะจ้างใคร มาวันนี้มีใครที่สามารถขายหนังสือแบบที่ ผมขายได้เพราะผมเป็นคนเดียวที่เข้าใจ หนังสือตัวเองแล้วก็เข้าใจลูกค้าแม้ว่าผม จะเอาแฟนหนังสือที่เข้าใจหนังสือมาแล้วก็ ตามน่ะแต่ว่าความยากก็คือการคุยลูกค้าไม่ ได้เป็นเรื่องที่ง่ายถูกต้องมั้ครับ จนวันนึงผมก็ฝันไม่ใช่ฝันนะผมแบบตื่นมา พร้อมกับความแพนิคแล้วพบว่าเท่าที่ผม สังเกตเนี่ยกลุ่มลูกค้าเก่าอ่ะเขาเติบโต หมดะคนที่ตามหนังสือ 1 ปีอเมริกามาถ้านับ ณเวลาปี2021่ะเตามมา 5-6 ปีซึ่งมันเป็น เวลาที่นานมากเข้าใจมั้ยเค้าก็เติบโตแล้ว จากเด็กมหาลัยเค้าก็ต้องไปทำงานทุกอย่าง มันก็เปลี่ยนแปลงไปถูกต้องมั้ยฉะนั้น เนี่ยผมจะมาพึ่งแต่ลูกค้าเก่าที่กลับมา บูทเนี่ยไม่ได้ผมจะทำไงก็ได้ผมต้องทำไงก็ ได้ให้ผมได้เจอลูกค้า ใหม่ที่งานหนังสือจันทบุรีผมจำได้เลยตอน นั้นไปงานเล็กๆแล้วงานนั้นมันขายหนังสือ ไม่ได้มันขาดทุนผมขับมากลับมาแล้วอีก ประมาณอีกเดือนนึงอ่ะมันจะมีงานหนังสือ ใหญ่ผมไม่รู้ต้องทำยังไงเลยแล้วตอนนั้น บังเอิญว่าเจอน้องคนนึงที่เ้าเป็น บenderแล้วเขาก็เล่าเกี่ยวกับอาชีพของเขา ให้ฟังฟังเว้ยว่า ว่าอาชีพเค้าเนี่ยทำอะไรเมื่อก่อนแล้ว เข้าใจว่าคนเป็นก็คือคุณเข้าไปแล้วคุณก็
แค่ชงเล่าใช่มั้แต่เขาบอกว่าอาชีพจริงๆ แล้วเนี่ยเราทำหน้าที่ฟังครับพี่คือลูก ค้ามาเนี่ยเขาเจอปัญหามาเมาที่บารเนี่ย เพื่อที่จะเล่าปัญหาให้เราฟังแล้วเราก็ แค่ชงเล่าเพื่อให้เค้าอ่ะเราเล่าได้เออ แบบสบายใจขึ้นแล้วเราก็คอยกำหนดว่าเขากิน ได้มากน้อยแค่นี้นะเพราะว่าถ้าเกิดว่า เอ่อมันเกิดผิดกฎหมายขึ้นมาหรือว่าไปชน นู่นนี่ในบางประเทศเนี่ยเป็นคนรับผิดชอบ นะครับ พี่วันนั้นน่ะผมก็ขับรถกลับ จากเนี่ยจากจันทบุรีแล้วผมก็พี่ผมก็คิด อย่างนึงได้ว่าเฮ้ยหรือว่าถ้าเกิดว่าเรา ทำการขายหนังสือให้เป็นแบบบารได้มั้ยแล้ว แทนที่คุณจะให้เล่าเนี่ยเราให้หนังสือแทน เพราะว่าหนังสือชี้ดาบอ่ะเท่าที่เรารู้ จักแล้วหลายคนที่อ่านมามันมันให้อะไรบาง อย่างกับผู้คนแล้วมันเหมือนเสนอทางออก อะไรบางอย่างให้กับคนอื่นเสมอเลยผมก็เลย แบบ เอ้อเป็นไปได้ว่ะแล้วในขณะเดียวกันช่วง เวลานั้นน่ะมันเหมือนเป็นจังหวะอะไรก็ไม่ รู้นะน้องที่บูทก็คือผู้เค้าคิดเค้าทำ BL Book นะ BL Book ที่จะบอกว่าบนหนังสือ เนี่ยบนหนังสือที่มันห่อกระดาษเนี่ยข้าง ในเนี้ยมันมันจะเป็นประมาณไหนก็คือ BBook หลายคนก็น่าจะรู้จักเราเราจะไม่เห็น Coverวแต่เราจะเห็นการ์ดที่มีตัวหนังสือ อะไรบางอย่างแล้วคุณจะเลือกหนังสือเนี้ย จากการ์ดเหล่านี้ใช่มก็นึกอะไรออกว่า เฮ้ย Thender ก็ต้องมีค็อกเทลแล้วถ้าเกิด เราเอาการ์ดมาผสมอ่ะการ์ดทำแบบนี้มาสม แล้วเราก็ให้นักขายสักคนนึงที่อ่ะเราอาจ จะไกดไปไปผสมออกมาเป็นหนังสือ 1 เล่มได้ มั้ยแล้วผมก็คิดว่าเอ้ยเชียดได้ว่ะเนี่ย มันก็จะมีแล้วก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า การแทนคำว่าคอกลแล้วงานนั้นผมก็ทดลองเลย ถ้าเกิดว่าใครเคยมางานหนังสือปีผมจำปีไม่ ได้น่าจะปี 2000 560 6 คุณก็จะมาเห็นบูทสีชี้ดาบสีเหลืองที่ มีบาร์อยู่ซึ่งตอนนี้ไม่มีแล้วนะก็แล้วก็ จะมีโต๊ะนึงที่มีการ์ดที่ถูกเขียนอยู่วาง ไว้แล้วก็จะมีนักขายที่จะเอ่อเรียก ว่า เอาเอ่อเอาการ์ดที่คนมาจับเนี่ย 3 ใบไป ตามหาหนังสือให้ 1 เล่มซึ่งปรากฏว่าหลังจากจบงานนี้ปุ๊บ เนี่ยสิ่งที่บอกเลยว่าประสบความสำเร็จคือ อะไรรู้มั้ยคือจำนวนผู้อ่านใหม่ที่เข้ามา ในบูทเนี้ยแล้วมาเล่นการ์ดเนี่ยมันนับไป เป็น 70% จากที่เราเคยพึ่งแต่ลูกค้าเก่าเว้ย แล้วเราก็แบบเฮ้ยตกใจมากในขณะที่ยอดมันก็ อยู่ประมาณเดิมอ่ะนะแต่ว่าจำนวนลูกค้า ใหม่เยอะมากจนทำให้เรารู้ว่าเชื่อโมเดล เนี่ยเวิร์คละเป็นไปได้แล้วเราก็มาต่อมา เรื่อยๆจนซักเอ่อเอ่อปีถัดมาอะไรเงี้ย เนี่ยเราก็ตัดความเป็น Book Tender นั่น ไปเพราะว่าเอ่อมันไม่มีคนด้วย 1 แล้วการ ที่คุณจะเป็นและ Book Tender ผมเรียกมัน ว่า Book Thender เนาะคนที่เป็นบารแล้ว ก็ให้หนังสือคนแทนเล่าเนี่ยเรียกว่า Book Thender เราตามหาคนแบบนั้นยากมากเพราะ ว่าคุณต้องมีคิmaส่วนตัวแล้วน้องที่เคยทำ ก็ไปเปิดบารของตัวเองก็ตอนนั้นก็คือแยก ย้ายไปผมก็เลยเหลืออยู่อย่างเดียวก็คือ การ TEL ซึ่งก็ยังเป็นสิ่งที่เราใช้ทุก วันนี้เราก็เปลี่ยนจากการที่เป็น
Book Thender ครับเป็นอ่า seller book seller เนี่ยมาหยิบการ์ดให้แต่ละคนแล้ว ก็อ่อแนะนำหนังสือให้ 1 เล่มที่มันจะตรง ใจของ คุณและนั่นคือสิ่งที่ทำให้หนังสือชี้ดาบ เนี่ยมาอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ก็คือหลัง จากนั้นก็ 2-3 ปียอดของยอดหนังสือและ จำนวนคนใหม่เข้ามา stable เสมอทำให้ผมรู้ ว่าอ่ะเราแก้สิ่งนี้ได้ ละแต่มันก็ยังไม่จบอยู่ดีในช่วงที่ผมให้ คนอื่นมาช่วยทำงานเนี่ยสิ่งนึงที่ผมไม่ ได้สังเกตเลยก็คือจริงๆรายได้ของเราไม่ มากพอที่จะแบกคนจำนวนเยอะขนาดนั้นเราผม เนี่ยถ้าอยู่คนเดียวได้แต่ผมก็ไม่แน่ใจ ว่าผมจะทำงานทั้งหมดเนี้ยคนเดียวได้เพราะ มันมีทั้ง operation มีทุกอย่างมีแบบ เบื้องหลังมันมีหลายอย่างมันต้องไปออกบูท ใช่ป่ะหูออกบูทนี่คือกินเวลาเยอะมากแล้ว ถ้าเกิดผมออกบูทส่วนใหญ่ผมจะไม่มีเวลาไม่ มีสมาธิในการเขียนหนังสือแม้ว่าผมจะเอา MacBook ตัวเนี้ยไปด้วยก็ตามมันเลยทำ ให้ การออกบูทตอนนั้นเนี่ยมีมูลค่าสูงมากแต่ ว่ายอดที่เราได้มาแม้ว่าจะมีเอ่อการดล แล้วเนี่ยมันก็ยังไม่ cover ค่าใช้จ่าย อยู่ดีแล้วผมก็ลากมาเรื่อยเรื่อยจนจน เนี่ย 10 ปีชี้ดาบเมื่อตุลาคมที่ผ่านมา เนี่ยก็เป็นจุดที่ผมต้องบอกกับน้องๆว่า เออมันไปไม่ได้นะด้วยวิธีเนี้ย คือพอผมไปโฟกัสที่ออฟไลน์แล้วผมเห็นมัน เวิร์คแล้วผมก็ยัง manage คนหรือหลาย อย่างได้ดีขนาดนั้นเนี่ยเราไม่ได้มาทำ ออนไลน์เลยครับนั่นเป็นเหตุผลที่เราเพิ่ง มาเจอกันในช่วง นี้คือผมเพิ่งมามีสมาธิมากพอในการทำพcส แล้วก็งานหนังสือล่าสุดก็มีคนมาหาผมเพราะ พcสด้วยก็คือหาดใใหญ่คือตอนนั้นน่ะมันไม่ ไหวผมก็เลยต้องอ่ะตัดใจผมก็คือลากมาเพราะ ว่าทุกคนเราคุยกันเคยคุยกันไว้ว่าเอออยาก อยู่ให้ถึง 10 ปีชี้ดาบแล้วค่อยปรับผมก็ เลยอ่ะโอเคตอนนั้นก็ใช้คนเต็มที่เลยสุด ท้ายเนี่ยเหลือเงินในสาพิมพ์อยู่ประมาณ ซักเท่าไหร่วะหลังจากจบงานนั้นได้เงินมา ประมาณแบบโอเยอะนะแต่เหลืออยู่ประมาณแบบ หลัก หมื่นคือช็อกอ่ะแบบเยอะจากหลักแสนหลายแสน เป็นหลักหมื่นแล้วเราก็ แบบเชื่อคือตอนนั้นไม่มีคนอื่นแล้วเราไม่ ต้องจ่ายเงินเดือนเราไม่ต้องจ่ายเราก็ เหลือแต่ผมคนเดียวแต่ว่ามันก็ต้องมาตี โจทย์ใหม่ว่าอ่ะถ้าอย่างงั้นเนี่ยจะไปต่อ เนี่ยต้องทำยังไงผมก็ต้องเริ่มตั้งแต่ เอา AI เข้ามาช่วย เอาเอ่อจัดระบบใหม่ทั้งหมดการเงินทุก อย่างผมก็ต้องเขียนสูตร Excel ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ผมสามารถมอนิตอร์ทุกอย่างเนี้ย ด้วยตัวคนเดียวได้ผมก็ต้องเขียนเอ่อต้อง เทรน AI ให้มันรู้ข้อมูลของผมเพื่อที่จะ ช่วยงานได้มากขึ้นและผมก็ต้องไปออกบูทเอง ด้วยงานแรกที่ผมไปออกเองก็คือ งานเอ่อมหาวิมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงผมก็ เป็นเลยเป็นนักเขียนที่เขียนหนังสือเอง ด้วยจัดหน้าเองวาดปกเองเอ่อแล้วก็ไปนั่ง ขายเองแล้วก็เป็น customer service เล่า ให้ทุกคนฟังคือผมไม่ได้มีความรู้สึกอาย ที่ผมเป็นนักเขียนแล้วก็ไปนั่งเล่าให้ทุก คนฟังผมรู้สึกว่าเออมันก็เป็นชีวิตที่ สนุกดีเพราะว่าเรารู้อยู่แล้วว่านี่คือ ความฝันของเราเรารู้ว่าเราอยากจะให้อะไร
กับผู้อ่านหนังสือแล้วพอเรามั่นใจแบบ เนี้ยผู้คนที่เข้ามาหาผมอ่ะเค้าค่อนข้าง welcome มากเลยนะเค้าดีใจมากที่ได้เจอ นักเขียนจริงๆที่ ไปแต่เข้าใจแล้วว่าหลายคนก็ตั้งคำถามว่า เอ้ยมันทำแบบนั้นได้หรออะไรเงี้ยซึ่งซึผม อ่ะทำมาแล้วแล้วก็ทำมาตลอด 11 ปีแล้วผมก็ รู้สึกว่าเอ้ยมันมีความสุขดีแล้วพองาน นั้นมันได้ปุ๊บผมก็เลยอ่ะเข้าใจแล้วว่า มันก็คือการ manage แหละเพราะว่าตอนนี้ เราไม่มีตัวเลือกอื่นเราไปเองเราขายได้ เยอะกว่าด้วยมีระบบการดลช่วยด้วยอ่าถ้า บางงานเนี่ยมันมันไม่ไหวจริงๆแล้วอาจจะ สร้างน้องโลคalเนี่ยเข้ามาช่วยทำงานจาก ที่ผมต้องส่งคนจากส่วนกลางไปซึ่งมีค่าที่ พักค่าทุกอย่างไปเนี่ย ก็อ่ะเหลือแค่ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าบูทค่า ที่พักผมแล้วก็ผมไม่ได้จ่ายค่าตัวให้ตัว เองด้วยเพราะถือว่าตัวเองกินเงินเดือนของ ชี้ดาบไปแล้วใช่มั้ยแล้วก็จ่ายค่าตัวของ น้องๆจาก โลคal ก็งานลงานหาดใใหญ่ล่าสุดก็เป็นงานถือว่า เป็นงานที่ 4 เอ้ยงานที่ 3 ที่ผมไปด้วย ตัวของผม เองเป็นเหตุผลผมที่ผมหายไปอยู่ 12 วัน เพื่อไปงานนี้แล้วก็ได้เจอกับหลายๆคนที่ มาจาก พcสนั่นแหละครับ ก็อ่ะนี่คือเรื่องราว ของชีวิตนักเขียนเข้าใจแหละว่ามันอาจจะ ไม่เหมือนกับนักเขียนหลายๆคนแต่ผมเล่าแบบ เนี่ยหลายๆคนก็น่าจะเข้าใจแล้วว่าภาพรวม ในฐานะเป็นนักเขียนในประเทศเนี้ยมันยาก แค่ไหนมันมันมีความซับซ้อนมีความละเอียด แค่ ไหนจะพูดให้เข้าใจมากขึ้นก็คือในอ่าบรรดา นักเขียนดังๆของหนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษ นะคนกลุ่มเหล่านี้รวยมากๆครับเค้าไม่ จำเป็นต้องออกหนังสือบ่อยเพราะว่าค่า ลิขสิทธิ์อย่างเดียวก็เขาก็ใช้ไม่หมดแล้ว ไม่ต้องอ่ะเราอาจจะเปรียบเทียบไปไกลไป อย่างJKโolling Jr เอ่ออะไรMarิที่เขียน Game of Throne ใช่มั้ยซึ่งอันนี้คือ ระดับท็อปเนาะแต่คนอื่นๆเนี่ยที่มีเขียน มีงานเขียนที่ดีระดับนึงอ่าไปในเลเวลผมก็ ได้เลเวลผมที่เขียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ เนี่ยเขาจะได้รับเงินจากร้านหนังสือหรือ สำนักพิมพ์เนี่ยเป็นประจำแล้วก็มากพอที่ จะไม่ต้องเขียน ไปอีกปี 2 ปีได้ธรรมดาแต่ว่าความยากของ การเป็นนักเขียนของประเทศไทยเนี้ยเพิ่ม เติมนอกจากการออกบูทแล้วต้องไปขายเอง เนี่ยคุณจำเป็นต้องออกหนังสือให้ได้ทุก งานเพราะ ว่าอย่างผมนี่ถือว่าออกน้อยแล้วนะบางสำ พิมพ์ต้องออกประมาณ 3-4 เล่มเพื่อให้ cover ค่าใช้จ่ายแต่สุดท้ายเนี่ยมันก็ เป็นงูกินหางอยู่ดีเมื่อเราเอาเงินไปลง ทุนกับหนังสือเล่มใหม่แล้วมันก็ล้นสต๊อก แล้วเอ่อเกิดเล่มเก่าขายไม่ได้อะไรเงี้ย มันก็เป็นปัญหาในวงการที่มันที่มันเห็น ชัดเจนขึ้นกับผมเนี่ยมันยังดีหน่อยตรงที่ หนังสือเล่มเก่าๆก็ยังขายไปได้เรื่อยๆจาก การที่ผมออกแบบให้มันทุกเรื่องเนี่ยมันมี ความเชื่อมโยงกันทั้งหมด ก็นั่นคือความยากในภาพรวมของการมีอาชีพ เป็นนักเขียนในทุกวัน นี้ และ อ่าอ่ะก็อยากมาเล่าให้ทุก คนได้เห็นภาพกัน ครับนั่นแหละครับก็ผมคิดว่าวันนี้ประมาณ นี้เพราะว่าผมพูดไปประมาณเอ้ยชั่วโมงกว่า ละเออไม่ได้ไม่ได้มานานก็คืออาจมาพูด ชั่วโมงกว่าวันเนี้ยไม่ไม่น่าเป็นไรส่วน ในครั้งถัดไปเนี่ยใครอยากจะฟังเรื่องอะไร ก็สามารถคอมเมนต์บอกผมได้เพราะว่าเอาจริง ๆต้องบอกอย่างตามตรงว่าผมอยู่ในช่วงที่
กำลังหาทิศทางแหละว่าช่องเนี้ยจะไปยังไง หลังจากที่ผมสามารถ manage ทุกอย่างได้จน มาทำพcastได้ผมอยากทำให้เป็น routine แล้วก็ทำเป็น stable ง่ายๆมีตัดตอบนี้ไป เรื่อยๆแล้วก็รายได้ของผมอย่างที่ผมบอกไป อ่ะตอนนี้ผมเริ่มมีรายได้จาก YouTube แต่ ว่ามันก็ยังไม่เยอะก็มันก็ไปตามยอดวิวที่ มันได้ถ้าเกิดว่าผมจับทางถูกมันก็น่าจะ อ่ามียอดวิวมากกว่านี้ได้แต่อ่ารายได้ หลักของผมที่สำคัญที่สุดคือมาจาก หนังสืออ่าหลายคนสามารถเริ่มอ่านหนังสือ หรือไม่ว่าคุณจะเริ่มอยากอ่านหรือว่าอยาก จะสนับสนุนผมคุณทำได้ทั้งนั้นหรือว่าจะ ซัพพอร์ตผมโดยการเลี้ยงอ่ะนายอาร์มจะบอก ว่าเลี้ยงกาแฟใช่มั้ยผมไม่แน่ใจว่าไอ้ซอ แตงนี่คืออะไรแต่ว่ามันดีกับผมมากๆแล้วผม ก็รู้สึกขอบคุณให้ทุกคนเอ่อ ให้แล้วแต่คุณไม่ต้องให้ก็ได้แล้วก็ไป อ่านหนังสือก็ได้แล้วหนังสือมีทั้งอ่า ebook อ่ามีทั้งเป็นเล่มหรือว่าคุณจะ เก็บไว้ที่เดียวแล้วก็มาเจอ ผมที่งานหนังสือก็ได้แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมอยากให้คุณรู้สึกว่าคุณอยากอ่านมันก่อน เพราะว่าหนังสือชี้ดาบเนี่ย เรามีจุดประสงค์นั้นผมทำสิ่งนี้มาเพราะ ว่าอยากให้คนได้เจอ message เหล่านั้น เท่า นั้นรู้สึกไม่อยากให้ซื้อไปเก็บเฉยๆอยาก ซื้อให้อยากให้ซื้อแล้วก็อ่าอย่างน้อยคุณ เปิดอ่านเพราะว่าหนังสือที่ได้มันอ่าน ง่ายอยู่ แล้วนั่นแหละครับ ก็นี่คือทั้งหมดที่ผมจะมาเล่าวันนี้แล้ว เดี๋ยวเรามาคุยกันต่อในพcสตอนหน้าไม่ว่า จะเป็นเรื่องอะไรเดี๋ยวเชิญครับสวัสดี