สวัสดีค่ะทุกคนจากที่มีคน Request มานะคะ เราก็จะมาแชร์วิธีที่เราใช้ในการ เริ่มต้นอ่านหนังสือภาษาอังกฤษจากศูนย์ค่ะ วิธีในคลิปวิดีโอนี้ก็จะเป็นวิธีที่เรา เคยใช้แล้วก็ใช้อยู่ แล้วคิดว่ามันเวิร์คสำหรับเราก็เลยอยากเอามาแชร์แล้วก็ ขอให้วิธีเหล่านี้มันเวิร์คสำหรับทุกคน ที่อยากอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเหมือนกันนะคะ ขอเริ่มที่ disclaimer ก่อนเลยนะคะ ก็คือว่า เราไม่ใช่ expert ทางด้านภาษาอังกฤษแต่อย่างใด เป็นแค่คนที่ชื่นชอบในการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ แล้วก็เคยเริ่มจากศูนย์มาเหมือนกัน เป็นวิธีที่เราใช้แบบหวังผลในระยะยาวไม่ได้เร่งรีบ เลยอาจจะไม่ตอบโจทย์สำหรับคนที่ ต้องการฝึกเพื่อใช้ในการสอบแบบเร่งด่วนนะ โอเคมาเริ่มกันเลยค่ะ เรามีโพยมาด้วยเล็ก ๆ ที่เราจะพูดเนี่ยจะมีอยู่ 4 หัวข้อใหญ่ แบ่งออกเป็น 4 chapters ละกันก็คือ What's your inspiration, Things to sacrifice แล้วก็มี What should i read สุดท้ายเป็น My technique นะคะ What's your inspiration? เป็นคำถามแรก ที่ทุกคนต้องตอบตัวเองให้ได้เลยว่าเราอยากอ่านหนังสือภาษาอังกฤษไปทำไมกัน ตอบได้ไหมคะ ทั้งๆที่หนังสือภาษาไทยมันก็อ่านง่ายกว่า หาง่ายกว่า ทำไมเราถึงอยาก ที่จะหยิบหนังสือภาษาอังกฤษออกมาอ่าน ขอแชร์คำตอบของเราก่อนเลยแล้วกันก็คือ อยากเท่ค่ะ แค่นั้นเลยอยากเท่ค่ะ ต้องขอเล่าย้อนไปตอนที่เรายังอยู่ ม. ต้น ก็คือมีเพื่อนสนิทอยู่คนนึง เป็นคนที่ชื่นชอบที่จะเสพ content ภาษาอังกฤษ ทั้งหนังสือ ทั้งเพลง ทั้งหนัง ทั้ง YouTube แล้วเพื่อนก็มาจุดประกายความอยากอ่านหนังสือภาษาอังกฤษของเรา เพื่อนแนะนำหนังเรื่องนึงมาที่ชื่อว่า The fault in Our Stars แล้วเราก็ได้ดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน ก็กลายเป็นหนังที่เราชื่นชอบ ก็ไปเจอว่ามันมีเป็นหนังสือมาก่อน แต่งโดย John Green แล้วพอเราได้ตาม content ของต่างชาติเยอะ ๆ ก็เห็นแล้วว่าสิ่งที่เขาฮิตกันน่ะมันคือ ตัวหนังสือปกที่มีรูปก้อนเมฆ ที่แบบ Okay?
, Okay อ่ะ ก็เลยไปซื้อ เอามาประดับห้อง แล้วเมื่อเราชอบหนังแล้วเนี่ย เราก็เลยอยากรู้ว่าหนังสือเขาอ่ะเขียนเป็นยังไงบ้าง แล้วก็เห็นต่างชาติเขาก็อ่านกันเยอะ เลยเป็นจุดเริ่มต้นของเราในการหยิบหนังสือภาษาอังกฤษ เล่มแรกมาอ่านค่ะ ซึ่งอ่านไม่รู้เรื่องเลย แต่คิดว่าแรงบันดาลใจในการอ่านเแหละก็ เลยได้อ่านหนังสือตั้งแต่ตอนนั้นยาวมาจน ถึงตอนนี้ได้ แล้วก็เหตุผลแปลก ๆ อย่างเท่เหมือนเราคือมันไม่ผิดเลยนะ มันจะเป็นเหตุผลเล็กๆน้อยๆอะไรก็ได้ แต่เหตุผลนั้นน่ะอยากให้มัน Impact กับตัวเรา อยากให้มันเป็นความอยากของตัวเราจริง ๆ ไม่มีใครมาบังคับมันเป็นตัวเราเองที่เราอยากจะทำสิ่ง ๆ นี้ มันไม่ได้สำคัญเลยว่าเราจะตอบว่าอะไร แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เราต้องมีคำตอบ ถ้าตอบคำถามนี้ให้ตัวเองฟังได้แล้ว ก็ไปที่บทต่อไปกันได้เลยค่ะ ที่เราต้องมาพูดถึงแรงบาดาลใจกันก่อน เพราะว่าจากประสบการณ์ของตัวเราเอง แล้วมันมี หลายสิ่งมากเลยที่เราต้องเสียสละ แล้วก็ sacrifice ต้องบูชายันมัน เพื่อที่จะได้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้ได้นะคะ อย่างแรกเลยก็คือเวลา แน่นอนเราไม่สามารถเก่งขึ้นได้ภายใน 2 วัน 3 วัน บางคนอาจจะเป็นเดือนเป็นปีเลยก็มีเหมือนกัน ขอให้ทำใจในเรื่องของเวลาตรงนี้ไว้ ว่ามันไม่สามารถเร่งได้มากขนาดนั้น แต่ถ้าเรามีแรงบันดาลใจแล้ว มันจะทำให้เราสามารถทำสิ่งนี้ได้นานขึ้น แต่พอบอกว่ามันต้องใช้เวลานาน คืออย่าเพิ่งท้อกันนะคะ มันนานจริงแต่ว่าในระหว่างทางนั้น เราจะเห็น process และ progress ของเราอยู่ตลอดเวลาแน่นอน ขอให้มั่นใจได้เลย ไม่มีทางที่เราจะแบบฝึก เราจะอ่านไปเรื่อย ๆ แต่ว่ายิ่งทำแล้วมันจะยิ่งถอยอ่ะ ก็เลยไม่อยากให้เร่งตัวเองขนาดนั้น ไม่อยากให้กดดัน ทำตอนที่อยากทำ ทำตอนที่ว่าง Maintain ความสุขสำหรับการทำสิ่งนี้ไว้ให้ ได้นานที่สุด คือเสียสละได้ทุกอย่างนะ แต่ขออย่าเสียสละความสุขไป ขอให้ยังมีความสุขกับการอ่านหนังสือตรงนี้อยู่ เพราะถ้าเรามีความสุขแล้วก็จะสามารถทำมันได้ตลอดไป อย่างที่ 2 นะคะ คือเงิน หนังสือภาษาอังกฤษใช้เงินเยอะนะ ถ้าไปเดินตาม Asia Book หรือ Kinokuniya เนี่ยก็คือ 300 up มีแตะ 400 500 600 ก็มี แต่ว่าเราก็มีวิธี hack อยู่นะทุกคนก็คือหนังสือภาษาอังกฤษมือสอง ก็อาจจะตาม Social Media ที่เขาปล่อยออกมาขายกัน หรือตามร้านหนังสืออิสระที่มีภาษาอังกฤษมือสอง เช่นร้าน Dasa แถวพร้อมพงษ์ หรือว่าจะเป็นงานหนังสือต่าง ๆ เช่นงานสัปดาห์หนังสือ แล้วก็งาน Big Bad Wolf นี่คืออยากให้ทุกคนไปเดินมาก ๆ มันดีมาก ๆ มีหนังสือภาษาอังกฤษเยอะแล้วส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังสือภาษาอังกฤษที่อ่านง่ายด้วยนะ ต่อมาเป็นหัวข้อที่ 3 ก็คือ Watch should I read? จะมาแนะนำหนังสือภาษาอังกฤษสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นอ่านกันนะคะ สำหรับเราแล้ว ควรเลือกจากหนังสือในหมวดที่ชอบมากที่สุดก่อนชอบอะไรก็ไปทางหมวดนั้นเลย มันจะทำให้เราอ่ะจดจ่ออยู่กับหนังสือเล่ม นึงได้นานมากขึ้น เพราะว่าอย่าลืมว่าความสุขในการอ่านสำคัญมาก อย่าง The fault in our stars ที่เราอ่าน เราอ่านไม่เข้าใจ แต่ว่ายังมีความสุขในการได้อ่าน ยังมีความสุขในการที่ได้รู้สึกว่าเท่ แรงบันดาลใจ และความสุขตรงนี้มันเลยผลักดันให้เราทำสิ่งต่อไป จนสุดท้ายแล้วมันก็สามารถอ่านหนังสือออกมาเป็นเล่มได้จนจบเล่มค่ะ หรือว่าถ้าใครคิดไม่ออกว่าอยากอ่านหนังสือหมวดไหนดี ก็สามารถเริ่มต้นได้ที่หมวดของการ์ตูนก่อนก็ได้เหมือนกัน หนังสือที่มีภาพจะทำให้เราสามารถรู้บริบทโดยรวมได้เร็ว ว่าหนังสือต้องการจะสื่ออะไรกับเรา คำ ๆ นี้ต้องการจะสื่ออะไรกับเราโดยใช้การดูภาพเอา ก็จะมีการ์ตูนเช่น Whimpy Kids อันนี้คนอ่านกันเยอะเหมือนกันนะ แต่ว่าถ้าใครไม่ชอบอยากอ่านตัวหนังสือที่เป็นพรืด ๆ เป็นความเรียงยาว ๆ สามารถเดินเข้าไปในร้านหนังสือ ไปโซนของ Children Book หรือว่าอย่าง Young Adult Book ก็ได้ คือ Children Book ที่สนุก ๆ อ่ะมันเยอะมากเลยนะ Don't underestimate หนังสือ Children Book! หนังสือ Children Book ที่เราชอบอ่านก็จะเป็นหมวดของ Avenger - Fantasy คือเขาแต่งมาสำหรับเด็กทำให้บางหน้ามันจะมีภาพประกอบน่ารัก ๆ ให้เราได้พักสายตาจากตัวหนังสือ ที่เราอ่านเลยอ่ะก็จะมีของ Hannah Gold มี 2 เล่มที่เข้าไทยแล้วเราก็อ่านนะคะ ก็คือจะเป็น The Last Bear กับ The Lost Whale น่ารักมากๆเลยอ่ะแค่หน้าปกก็สวยแล้ว The Last Bear จะเป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนนึง ที่เขาไปอยู่ที่ขั้วโลกกับคุณพ่อนะคะ แล้วเขาก็ได้ไปเจอหมีขั้วโลกที่เหลือตัวเดียวบนเกาะ คือใกล้จะสูญพันธ์แล้วนั่นเอง เขาก็ได้กลายเป็นเพื่อนกับหมีตัวนี้ ก็พยายามพาหมีขั้วโลกตัวนี้กลับสู่เกาะ ที่มีเพื่อน ๆ ของเขาอยู่ด้วยกันมากมายเพราะว่าตอนนี้หมีโดดเดี่ยวมาก ๆ เลย ส่วนเรื่องนี้ The Lost Whale ก็คือจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ วาฬที่ใกล้จะสูญพันธุ์เหมือนกัน เป็นเด็กผู้ชายที่เขาชื่นชอบวาฬมาก ๆ แล้วได้ติดตามข่าวสารของวาฬตัวนี้ ว่ามันว่ายไปมหาสมุทรไหน ถึงไหนแล้วต่าง ๆ นานา มันจะต้องไหว้เพื่อจะไปวางไข่.
. . วาฬไม่วางไข่ปะ55555 มันต้องว่ายเพื่อจะไปผสมพันธุ์ แต่สุดท้ายแล้ว วาฬมันหายไปจากเรดา ทุกคนคือไม่มีใครตามหาวาฬตัวนี้เจอ เด็กผู้ชายเลยลงมือตามหาเอง โดยไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ ที่เขาเชี่ยวชาญทางด้านการออกเรือ เค้าพยายามปลูกฝังให้เด็กรักธรรมชาติ รักโลกอะไรแหละ สำหรับเรามันเป็นหนังสือที่ฮีลใจอ่ะ เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้เห็นความคิดของเด็กที่กล้าคิดกล้าทำ มันเบาสมองแล้วก็อ่านง่าย หนังสือที่เราคิดว่าอ่านง่ายอีกอย่างนึงคือเป็นหนังสือที่แต่งโดยนักเขียนต่างชาติ แต่ไม่ใช่ชาติที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 1 เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น แล้วก็อ่านในเวอร์ชั่นที่เขาเอามาแปลเป็นภาษาอังกฤษ มันอ่านง่ายมากๆเลยนะ ที่ดังๆเลยก็คือจะ มี Before The Coffee Gets Cold เป็นหนังสือชุด อันนี้เล่มที่ 3 มีเวอร์ชั่นแปลไทยด้วยเหมือนกันนะ จำชื่อไม่ได้อ่ะ เดี๋ยวขึ้นให้ค่ะ แต่ว่าภาษาอังกฤษมันอ่านง่ายมาก ๆ เป็นศัพท์ง่าย ประโยคก็ง่าย เข้าใจได้ง่าย แล้วต่อมาก็คือ If CatsDisappeared From The World นี่ก็มีหนังสือเวอร์ชั่นภาษาไทยเหมือนกัน ถ้าใครอยากอ่านเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษก็ คืออ่านง่าย หรือจะให้แนะนำอีกอย่างหนึก็คือจะ เป็นหนังสือที่ทำเป็นหนังมาแล้ว แล้วเรื่องนั้นเราเคยดูมาก่อน เช่น Harry Potter อะไรแบบนี้ มันจะทำให้เราอ่านง่ายขึ้นเพราะว่าเราอ่ะได้ดูหนังมาแล้ว มันจะเห็นบริบทโดยรวม ว่าหนังสือต้องการจะเล่าอะไร อะไรคือคีย์สำคัญของหนังสือเล่มนี้ เพราะว่าเราได้ดูหนังมาแล้วไงมันไม่ต่างกันมากขนาดนั้น อย่างที่เคยบอกว่าเหตุผล ที่เราอ่านหนังสือเรื่อง The fault in Our Stars จบ เพราะว่าเราได้ดูหนังมาก่อน ทำให้บางทีมันสามารถเดาได้ว่าตอนนี้ถึงตรงไหนของหนังแล้วนะ เขาอะไรกันอยู่ มันสามารถไปเอาความทรงจำจากหนังที่เราดู มาใส่ในหนังสือแทนได้ ไปหามาจนเจอแล้วทุกคนมันคือเล่มนี้ The fault in Our Stars เล่มนี้ที่มันอ่านยาก เพราะว่ามันมีศัพท์เฉพาะเยอะมาก เป็นศัพท์ทางการแพทย์ด้วย เป็นเรื่องราวของพระเอกกับนางเอกที่เขา ป่วยแล้วหลงรักกัน แล้วก็ได้ไปเที่ยวไปตามหาความฝันต่าง ๆ นานา แต่สุดท้ายแล้ว มันเศร้าทุกคน เล่มเนี้ยมันเศร้ามาก ๆ อีกเล่มที่แนะนำก็คือ Wonderเราอ่านแล้วรู้สึกสนุกมาก ถึงตัวหนังสือจะเล็ก แต่อย่ากลัวนะทุกคน มันไม่ได้ยากขนาดนั้น สำหรับคนที่ชอบอ่านสืบสวนสอบสวนนะคะ ก็จะมีเรื่องนึงมาแนะนำ The Girl On The Train ของ Paula Hawkins คือมันไม่ได้อ่านง่ายนะ แต่มันก็ไม่ได้อ่านยาก เราก็ตกใจเหมือนกันว่าเป็นหนังสือสืบสวนสอบสวนที่เราอ่านภาษาอังกฤษแล้วมันเข้าใจ ทั้ง ๆ ที่อ่านตั้งแต่ตอน ม.
ต้น ม. ปลาย เลยด้วยซ้ำอ่ะ เป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนนึงที่นั่งรถไฟไปกลับ แล้วระหว่างทางก็จะผ่านบ้านหลังเดิมทุกวัน จู่ ๆ วันนึงที่เขานั่งผ่าน บ้านหลังนั้นก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด ๆ เกิดขึ้น มันก็เลยทำให้เขาต้องเข้าไปสืบตรงนั้นเอง ประมาณนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้วก็หนังสือทั้งหมดที่พูดมา คือมันไม่ได้ง่ายถึงขั้น เข้าใจได้ทุกคำ เข้าใจได้ทุกประโยค สุดท้ายแล้ว เราก็ต้องใช้การแปลด้วย Dictionary เกิดขึ้น แต่เราก็จะใช้การแปลเท่าที่ไหว เท่าที่เรารู้ สึกว่ามันไม่ได้รำคาญจนเกินไป ถ้าเรามีความสุขในการอ่านไปเรื่อย ๆ เชื่อเถอะว่ามันจะเข้าหัวเราไปเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พอพูดถึงการแปลแล้วก็ขอเข้า Chapter ที่ 4 เลยแล้วกัน ก็คือเรื่องของเทคนิค เทคนิคแรกของเราจะเป็นเกี่ยวกับการแปลคำศัพท์นะคะ คือหนังสือเล่มนึงเนี่ยคนเขียนเขาก็จะใช้ คำศัพท์ชุดเดิมในการเขียน เช่นเรื่อง The Fault in Our Stars จะเป็นชุดคำศัพท์เกี่ยวกับการแพทย์ เป็นชื่อของโรคต่าง ๆ คำศัพท์ที่เราจำได้เลย แบบเข้ามาอยู่ในหัวตั้งแต่ตอน ม. ต้น เลยก็คือ คำว่า depressed, depression เป็นศัพท์เกี่ยวกับภาวะการซึมเศร้า จะเห็นร่องรอยที่เราเขียนแปลลงไปในหนังสือเลยอ่ะ เอาจริง ๆ ก็คือแรก ๆ แปลแล้วมันก็จำไม่ได้หรอก คิดว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องแปลแล้วก็จดเอาออกมาท่อง คือเราไม่ได้จะสอบกันอ่ะเนาะ แต่ให้เราแค่เข้าใจ มีความสุขกับมันมากกว่า ก็จะเป็นการแปล แล้วก็ลืม แล้วก็มันจะเกิดความรำคาญตัวเองอ่ะ ว่าจำไม่ได้สักที แต่เคยเห็นแล้วอ่ะ!
สุดท้ายแล้วมันก็จะเข้ามาอยู่ในหัวเราเอง และที่สำคัญน่ะ ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทุกคนเปิดคำแปลแบบ อังกฤษเป็นอังกฤษ เพราะว่าบางคำศัพท์ที่เราเปิดภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย คำแปลมันจะไม่ตรงทั้งบริบท แล้วก็แปลไม่ได้แบบตรงกับสิ่งที่หนังสือเขาอยากจะสื่อถึงเราขนาดนั้น บางทีภาษาอังกฤษอ่ะเขาจะแยกคำ ระหว่างคำที่ Positive กับคำที่ Negative ภาษาไทยอ่ะพอแปลแล้ว 2 คำที่มันแตกต่างกันในภาษาอังกฤษ มันกลับแปลกลายเป็นคำคำเดียวในภาษาไทยได้ เพราะเท่าที่สังเกตภาษาไทย เขาจะใช้บริบทรอบคำศัพท์บอกว่าคำศัพท์นี้ใช้ในความเป็น Negative หรือ Positive แต่ภาษาอังกฤษอ่ะเขาจะแยกมาในคำศัพท์แต่ละคำเลย แล้วก็อีกอย่างนึงคืออยากทำให้การแปล อังกฤษมันชิน เพราะว่ามันจะทำให้เราลดขั้นตอนไปได้อีก 1 Step ในการที่สมองเราจะต้องมานั่งแปลอังกฤษเป็นไทยก่อน แต่ว่าการแปลจากอังกฤษเป็นอังกฤษอ่ะมันจะทำให้การอ่านเราช้ามากขึ้น บางทีพอเราเปิดแปลแล้ว แต่คำแปลที่มันแปล บางทีเราก็ไม่รู้คำศัพท์ในคำแปลนั้นก็ต้องไปเปิดแปลอีกที เป็นการแปลซ้อนแปลซ้อนแปลไปเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายแล้วอ่ะเราคิดว่ามันคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป สำหรับผลลัพธ์ในระยะยาว เพราะเราก็เป็นคนนึงที่ผ่านการแปล ในระบบที่แปลภาษาอังกฤษเป็นภาษา ไทย แล้วทีนี้มันทำให้ความคิดเรามันช้ามาก ๆ บางทีก็คิดคำศัพท์ไม่ค่อยออก อีกอย่างนึง การแปลอังกฤษเป็นอังกฤษ มันจะทำให้เราสามารถอธิบายคำศัพท์ที่เราคิดไม่ออกได้เหมือนกันนะ เช่นคำว่า delicious เราคิดคำว่า delicious ไม่ออก ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดีว่าอาหารมันอร่อย เราก็จะใช้คำอธิบายคำว่า delicious แทน ก็คือคำว่าแบบ This food is very good อะไรแบบนี้แทน ซึ่งใน dictionary ภาษาอังกฤษเขาก็จะแปลคำว่า delicious ไว้ว่า Highly pleasant to the taste ก็จะเป็นคำแปลที่คล้ายๆกัน แต่ว่าหรูหรามากกว่า ซึ่งตอนนี้ เราก็พยายามที่จะทำตัวเองให้ชินกับการแปลอังกฤษเป็นอังกฤษเหมือนกันนะ ก็มาทำเป็นเพื่อนกันนะคะ ต่อมาเทคนิคที่ 2 ของเราก็คือการอ่านออกเสียงค่ะ อ่านโดยที่ยังไม่ต้องกดดันเรื่องสำเนียงนะ แต่อ่านเป็นเสียงออกมาเพื่อให้เรารู้ว่าตรงไหนที่เรายังติดอยู่ คำนี้ที่จริงแล้วมันต้องออกเสียงว่าอะไร หรือแปลว่าอะไร พอเจอคำที่สะดุดเราก็จะสามารถไปหา เปิดแปล Eng - Eng ได้ อีกอย่างพอเราอ่านออกเสียง เราจะได้ยินเสียงตัวเอง มันจะทำให้เราคุ้นชินกับคำศัพท์ที่เราเองอ่ะพูดออกมา แล้วบางทีอ่ะเราไม่ได้จำได้แค่คำศัพท์ด้วยนะ แต่เราอาจะคุ้นชินกับรูปประโยคใน หนังสือ สามารถเอามาใช้ในการพูดประโยคในชีวิตประจำวันได้ด้วยเหมือนกัน เทคนิคสุดท้ายของเรานะคะ เราคิดว่าแรงบันดาลใจสำคัญ ทำให้เราต้องหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราพยายามสร้างโลกของภาษาอังกฤษ สร้างโลกของหนังสือของเราเองขึ้นมา ทั้งที่ไปตาม account reviewer, study with me, bookstagram, studygram อะไรแบบนี้ แล้วก็อีกอย่างนึงคือ โลกของภาษาอังกฤษพยายามทำให้ทุกอย่างรายล้อมไปด้วยภาษาอังกฤษ หรือว่าทำอะไรก็ได้ที่เราชอบ แต่เปลี่ยนจากภาษาไทยให้เป็นภาษาอังกฤษแทน เล่นเกมแคสเกม ก็จะไปดูเวอร์ชั่นของภาษาอังกฤษ หรือว่าการดูแข่งเกมก็จะไปดูนักพากย์เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ หรือว่าหนัง ก็จะดูเป็น Sound Track แบบ English เลย แล้วก็เปิดศัพท์ไทยเอาก็ได้ ฟังเพลงดู YouTube Content ชาวต่าง ชาติมากขึ้น เพราะรู้สึกว่านอกจากการอ่านแล้วอ่ะ สกิลการฟังก็สำคัญเหมือนกัน ก็คือพยายามทำให้เราชินกับภาษาโดยรวมไปเลย ไม่ใช่แค่การอ่านอย่างเดียว ทั้งหมดนี้นะคะ ก็เป็นความคิดเห็นของเราที่เราคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์แล้วก็ช่วยได้ ถ้าใครมีประสบการณ์ว่าเริ่มต้นยังไง อ่านยังไง มีเทคนิคยังไง ก็อยากมาคอมเมนต์แชร์ เล่าให้เราฟังกันนะคะ เราจะมา อ่านหนังสือ เป็นเพื่อนกัน! ห้ามทิ้งกันนะ! แรงบันดาลใจตอน ม.