หนึ่งในศาสนาที่คนไทยอย่างเราเหมือนจะรู้ จักกันดีแต่เอาจริงๆแล้วก็คือเราไม่น่าจะ รู้จักอะไรเลยเกี่ยวกับศาสนานั้นนะครับก็ คือเรื่องราวของศาสนาฮินดูนั่นเองครับผม เพราะว่ามันต่างกับคริสต์อิสลามนะที่ ศาสนาเหล่านี้เนี่ยก็จะไม่ค่อยมีความ เกี่ยวข้องอะไรกับคนไทยมาตั้งแต่โบราณใช่ มั้ยเราก็เลยสามารถแยกกันแบบชัดเจนได้ขาว ดำเลยว่าอันนี้คริสตอันนี้อิสลามกันไปหาก แต่ว่าพอพูดมาถึงฮินดูนี่สิเราเราคนไทย หลายคนที่เป็นชาวพุทธนะครับโคงจะมีความ รู้สึกแบบเอ๊ะเอพุทธเรามีความเกี่ยวข้อง อะไรกับฮินดูหรือเปล่ายกตัวอย่างก็อย่าง เช่นพระองค์พระอินทร์อะไรที่แบบเราชาว พุทธก็รู้จักกันแล้วบางทีก็ไปวงยอะไรกัน เนี่ยพระพุทธเจ้าในฉบับที่แท้รูนะครับก็ ไม่เคยมีการกล่าวถึงพระอินทร์อะไรกันมา ก่อนเลยแต่เอาจริงๆแล้วมันก็คือเกิดขึ้น มาจากความปะปนของบ้านเราในสมัยก่อนนี่ แหละที่พอเราไปรับเอาวัฒนธรรมมาจาก อินเดียใช่มั้ยครับแล้วก็แบบหยิบมาหมดไม่ ว่าจะทั้งพิธีกงพิธีกรรมศาสนาอะไรเนี่ย เอามาปะะปนปนกันจนกระทั่งบางทีเนี่ยเราก็ คิดว่าไอ้การปฏิบัติของฮินดูอะไรพวกเนี้ย มันเป็นการปฏิบัติพุทธกันไปแล้วนะครับผม ซึ่งนั่นแหละด้วยความที่มันงงๆแบบนี้ถ้า หากใครแยกกันไม่ออกก็ไม่เป็นไรนะครับ เพราะว่ารายการแค่อยากเล่ากับแอดมินเพจ fn Da ในวันนี้เนี่ยเราก็จะมาเล่ากันแล้วก็ แจกแจงให้เพื่อนๆได้เข้าใจกับศาสนาฮินดู ภายในคลิปเดียวกันจบเลยครับผมโดยความ พิเศษอย่างนึงของศาสนาฮินดูที่มันได้ต่าง จากศาสนาอื่นทั่วโลกนะครับมันก็คือเป็น ศาสนาที่ทำให้แอได้ปวดหัวมากครับในตอนนี้ หาเรื่องนี้มาเล่าเนื่องจากว่ามันจะเป็น ศาสนาที่ไม่มีรูปแบบตายตัวแบบ 1 2 3 เป๊ะๆอย่างเช่นพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมา มีน้ำท่วมโลกแล้วพระเจ้าเนี่ยก็ได้ศาสดา มาเผยแพร่คำสอนต่ออะไรกันแบบนี้แต่แต่ว่า ฮินดูนะครับมันจะเป็นศาสนาที่แบบไหลลื่น แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปได้ตามท้องที่นะครับ อย่างเช่นพอเพื่อนๆไปอีกที่นึงเนี่ยคำสอน ของฮินดูก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบนึงหรือยกตัว อย่างอย่างเทพเจ้าของพวกเขาก็ได้ครับที่ ถ้าหากว่าเพื่อนๆไปยังอินเดียแล้วไปถาม อินเดียตามแต่ละท้องที่นะว่าที่นี่เนี่ย เทพองค์ไหนใหญ่สุดในศาสนาฮินดูนะครับแต่ ละที่เนี่ยก็จะตอบต่างกันเลยคือบางที่ก็ อาจจะมีการหยิบเอาองค์วิษณุขึ้นมาเป็นเทป บิ๊กๆแล้วก็ให้ตัวพระศิวะเนี่ยเป็น เอกตร้าประกอบอะไรกันไปแต่บางที่เนี่ยก็ มีการเอาพระศิวะนี่แหละเป็นตัวเด่นๆเลย หรือบางทีก็แบบเอาเอาเมียัศิวะนะครับให้ ขึ้นเป็นเทพเด่นๆอะไรแบบเนี้ยคือนั่นแหละ แม้กระทั่งคนฮินดูด้วยกันเองเยังงงเองเลย หรือบางทีเนี่ยชาวฮินดูนะครับเขาจะไม่นับ ด้วยนะว่าฮินดูเนี่ยเป็นศาสนาแต่เขาจะมอง ว่าฮินดูเนี่ยเป็นเหมือนกับหนทางในการ ปฏิบัติชีวิตมากกว่านะครับดังนั้นเอง เพื่อนๆก็คงจะพอเข้าใจแล้วใช่มั้ยครับว่า ทำไมแอดถึงบอกว่าพอทำคลิปนี้เนี่ยมันปวด หัวมากแต่เอาเป็นว่าไม่เป็นไรครับแอดก็จะ พยายามเรียบเรียนกันมาแบบง่ายๆแล้วก็ไม่ ซับซ้อนให้เพื่อนๆเนี่ยได้พอเข้าใจไอเดีย หลักๆของฮินดูกันก็แล้วกันนะครับผมแต่แอ ก็ต้องบอกก่อนนะครับว่าในคลิปนี้เนี่ย ด้วยความที่แอดเล่าแบบคร่าวๆย่อยกันง่ายๆ เนี่ยมันก็เลยไม่มีการลงรายละเอียดกัน เยอะดังนั้นเองถ้าหากเพื่อนๆสนใจอยากจะ ศึกษาเกี่ยวกับศาสนานี้เพิ่มเติมเนี่ยแอด ก็แนะนำให้เพื่อนๆไปหาข้อมูลมาเพิ่มเติม นะไม่ใช่แบบอาจจะเอาคลิปแอดไปเปิดสอบอะไร กันเลยแบบนี้และถ้าหากมีความผิดพลาดอะไร อย่างเช่นพูดคำออกเสียงอะไรผิดสะกดอะไร ผิดเนี่ยก็ต้องขออภัยมาก่อนณที่นี้ด้วยนะ ครับผมเพราะว่าไอ้ตัวเราเองเนี่ยก็ไม่ใช่ ปรมาจารย์ทางด้านภาษาศาสตร์อะไรหรอกใช่ มั้ยบางทีภาษาไทยยังพูดผิดเลยเอาเป็นว่า ถึงแม้ว่าฮินดูจะเป็นศาสนาที่งงๆมึนๆยัง ไงก็ตามนะครับมันก็มีสิ่งนึงเลยที่ชัวร์ และฮินดูเนี่ยสามารถเคลมได้ก็คือพวกเขานะ ครับเป็นศาสนาโบราณอันหนึ่งที่เก่าแก่ที่ สุดในโลกแล้วก็ยังไม่ได้หายสาปสูญไปทาง ไหนครับนอกจากนั้นเองก็ยังได้ถูกปฏิบัติ กันมาจนถึงทุกวันนี้ด้วยนะแล้วก็มีการ ปฏิบัติกันเยอะด้วยจนกระทั่งฮินดูเนี่ย ได้ถูกนับถือเป็นอันดับที่ 3 ของโลกกัน เลยนะครับผมรองจากศาสนาอิสลามแล้วก็ศาสนา คริสต์นะครับส่วนพุทธเนี่ยถ้าหใครสงสัย ว่าอันดับไหนก็คืออันดับที่ 4 นะครับผม โดยต้องต้นกำเนิดของศาสนาฮินดูที่แท้จริง
เนี่ยเอาจริงๆมันก็ไม่มีใครทราบนะครับว่า มันได้เกิดขึ้นมาอย่างไรจะมีแต่ก็เพียง แค่การตีความสันนิษฐานนะครับว่าศาสนา ฮินดูเนี่ยมันน่าจะเป็นศาสนาที่เกิดขึ้น มาจากการผสมผสานระหว่างความเชื่อของผู้คน ในแถบบริเวณแม่น้ำสินธุนะครับผมซึ่งไอ้ แม่น้ำนี้เนี่ยถ้าหากใครไปมองยังแผนที่นะ มันจะอยู่ตรงแถบเหนือๆของอินเดียในตรงที่ มันติดกับประเทศปากีสถานนะครับผมที่ตรง นั้นแหละนักโบราณคดีเนี่ยเขาคก็เหมือนกับ จะไปพบหลักฐานการเคยมีอยู่ของฮินดูอัน เก่าแก่มากเลยก็คือเหมือนกับว่ามันเคยมี อารยธรรมอะไรตรงลุ่มแม่น้ำนั้นนะครับเป็น พวกกลุ่มชนดั้งเดิมเอยหรือว่าเป็นเผ่าเร่ ร่อนที่มาจากยุโรปอาหรับอะไรเนี่ยก็มาปัก หลักอยู่ตรงแม่น้ำนั้นเพียบเลยนะครับ เนื่องจากว่ามันมีความอุดมสมบูรณ์กันมาก ครับและทีนี้เนี่ยพอแต่ละคนต่างท้องที่ อะไรมาปักหลักทำมาหากินใช่มั้ยพวกเขา เนี่ยก็นำความเชื่ออะไรหลากหลายมาปะปนกัน ผสมปนเปจนกระทั่งสุดท้ายเนี่ยมันได้เบลอ ออกมาเป็นศาสนาฮินดูกันนะครับหากแต่ว่า ไอ้การที่มันได้เกิดขึ้นมาเมื่อไหร่อย่าง ไรเนี่ยก็ไม่มีคนรู้ได้เนื่องจากว่า เอกลักษณ์อย่างนึงของผู้คนในแถบแม่น้ำ สินธุหรือเรียกว่าแถบอินเดียเลยที่มันจะ ต่างกับคนทั่วโลกนะครับก็คือพวกเา้าเนี่ย จะไม่ค่อยให้ความใส่ใจอะไรกับเวลาเท่า ไหร่ครับอย่างเช่นว่าพวกฝรั่งเวลาเขาจะ เล่าเรื่องบันทึกประวงประวัติศาสตร์อะไร เนี่ยมันก็จะพยายามมีการเขียนเวลากำกับ เอาไว้นะครับผมหาแต่ว่าพอมาถึงไอ้ตรงแถบ ลุ่มแม่น้ำสินธุอะไรเนี่ยพอเขาคจะจารึก ว่าเรื่องอะไรมันได้เกิดขึ้นนะครับเพราะเ แค่จารึกว่ามันได้เกิดขึ้นแต่ไม่ได้บอก ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่นะครับนอกจากนั้น เองไอ้การจารึกของเขาเนี่ยบางทีมันยังมา ในลักษณะของการกล่าวเปรียบปลงเปรียบเปลย หรือว่าเป็นตำนตำนานอะไรมาด้วยนะครับจนทำ ให้นักโบราณคดีเนี่ยบางทีเขาก็ไม่สามารถ แยกได้ว่าไอ้สิ่งที่เขาได้ไปเจอมาเนี่ย มันเป็นเพียงแค่ตำนานหรือว่ามันเป็น เรื่องจริงกันแน่นะครับยกตัวอย่างก็อย่าง เช่นไอ้เรื่องรามเกียนที่เราได้เรียนกัน มาตั้งแต่เด็กๆเนี่ยนักโบราณคดีนะครับเขา ก็บอกว่าจริงๆแล้วเนี่ยเอรามาเกียนะครับ มันไม่ใช่แบบแค่บทประพันธ์นวนิยายอะไร สนุกสนานอย่างเดียวนะนะหากแต่ว่ามันเป็น การบันทึกประวัติศาสตร์ของอินเดียครับ ระหว่างการต่อสู้กันกับชนชาติอินเดียทาง ตอนเหนือแล้วก็ชนอินเดียทางตอนใต้นะครับ ที่เนรามาเกียเนี่ยเราจะเห็นได้ว่ามันมี ยักษ์กับมีพวกพระรามใช่มั้ยคนอินเดีย เนี่ยเขาก็เปรียบเทียบว่าไอ้คนทางตอนใต้ ที่มันตัวดำๆตัวใหญ่ๆเนี่ยมันก็เป็น เหมือนกับพวกยักษ์ยังไงล่ะส่วนทางของ พระรามนะครับมันก็มาจากคนฝ่ายเหนือเพราะ ว่าคนฝ่ายเหนือเนี่ยมันจะขาวกว่ามันจะแปะ แป๊ะกว่าอะไรประมาณนั้นนะครับผมนั่นแหละ เขาก็เลยบันทึกเป็นการต่อสู้สงครามกัน ระหว่างคนเหนือกับคนใต้แต่ว่าคนอินเดีย นี่ก็อินดี้เกินไปหน่อยครับแทนที่จะเขียน ตรงๆว่าคนเหนือไปบวกคนใต้ก็ไม่เอาเขียน เปรียบเปยไปแบบเป็นลิงไปตีกับยักษ์อะไร แบบนี้นะครับผมนั่นแหละไอ้การบันทึก ประวัติศาสตร์ของอินเดียเนี่ยมันก็เลยแบบ ดูเบลอๆกันไปรวมถึงประวัติศาสตร์ในแถบของ แม่น้ำสินธุแล้วก็เรื่องราวของฮินดูนี่ เองที่มันก็เบลอมากเลยนะครับคือเบลอจน กระทั่งไม่รู้ว่าศาสนาฮินดูที่แท้จริง เนี่ยมันมีชื่อเรียกศาสนาอะไรนะครับผมคือ คำว่าฮินดูกับอินเดียถ้าหากเพื่อนๆยังไม่ รู้กันเนี่ยมันจะเป็นศัพท์ที่มีรากศัพท์ มาจากคำเดียวกันนะครับก็คือคำว่าสินธุ นั่นเองที่เขาก็จะใช้เรียกแทนคนในแถบแม่ น้ำสินธุกันหมดแบบนี่เป็นชาวสินธุเป็น ศาสนาสินธุอะไรแบบนี้นะครับแต่ทีนี้พอไอ้ คำว่าสินธุมันได้เคลื่อนย้ายไปตามโซน ตะวันตกเขาบอกเล่าอะไรกันต่อไปนะครับไอ้ คำว่าสินธุเนี่ยมันก็ได้ผันเปลี่ยนไปตาม ภาษาของเขาคล่ะครับอย่างเช่นตอนที่มัน เข้าไปเปอร์เซียใช่มั้ยจากสินธุเนี่ยก็ เปลี่ยนเป็นชินูชินูแล้วก็กลายมาเป็น ฮินดูนั่นเองนะครับผมแต่ว่าพอฮินดูเนี่ย มันได้ถูกบอกเล่าต่อๆกันเข้าไปยังยุโรปไป ถึงกรีกอีกนะครับไอ้พวกกรีกเนี่ยมันพูด ตัว H อะไรไม่ถนัดไงจากฮินดูนะครับมันก็ เลยเปลี่ยนเป็นอินดูเสร็จแล้วคนกรีกเนี่ย ก็มักจะใส่จริตของความเป็นกรีกเข้าไปใน ภาษาเค้าหน่อยก็คือใส่พวกเอียๆๆอะไรเข้า ไปตามท้ายนะครับจนสุดท้ายเนี่ยมันก็เลย ได้กลายเป็นคำว่าอินเดียนั่นเองและไอ้คำ นี้แหละก็ถูกนำกลับมาเรียกยังประเทศ อินเดียในปัจจุบันนี้นะครับซึ่งเอาจริงๆ แล้วเนี่ยไอ้ประเทศอินเดียมันไม่ได้มี ชื่อดั้งเดิมว่าอินเดียนะแต่ชื่อของมัน ดั้งเดิมก็คือพารัสหรือภารตะนะครับผมแต่ เอาเป็นว่าเมื่อจบกันกับเรื่องราว
ประวัติศาสตร์แล้วก็ที่มาของชื่อคำว่า ฮินดูกันแล้วเนี่ยเราก็มาดูกันดีกว่าครับ ว่าหลักความเชื่อและการปฏิบัติของฮินดู เนี่ยเขาจะมีอะไรกันบ้างครับแล้วมันจะ คล้ายคลึงกันกับศาสนาพุทธของเราขนาดไหนนะ ครับผมไม่สิต้องบอกว่าศาสนาพุทธของเรา เนี่ยได้ไปเอามาจากฮินดูเยอะกันขนาดไหนนะ ครับเพราะอันนี้ถ้าหากใครเคยฟังคลิปที่ แล้วที่แอดได้พูดถึงสารพันธ์นิกายของ ศาสนาพุทธมาเนี่ยแอดก็ได้เกริ่นไปแล้วนะ ครับว่าศาสนาพุทธเนี่ยก็ได้ถูกพัฒนามาจาก ฮินดูโบราณอะไรกันหมดเลยใช่มั้ยครับผมโดย ชาวฮินดูโบราณเนี่ยเค้าเหมือนกับจะเชื่อ ว่ามนุษย์เรานะครับไม่ได้เกิดมาแล้วตายไป ในครั้งเดียวเหมือนกับความเชื่อของพวก ศาสนาในกลุ่มตระกูลอับราฮัมก็คือพวก คริสต์อิสลามอะไรกันแบบนี้นะครับแต่ทว่า ฮินดูเนี่ยจะมีความเชื่อเหมือนกับว่าไอ้ สถานที่ที่เราอยู่เนี่ยมันจะเป็นเหมือน กับจักรวาลอันนึงที่มักจะหมุนเวียนผ่าน กันไปเรื่อยๆแบบไม่จบจบไม่สิ้นนะครับผม หรือถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆแบบชาวพุทธก็คือ มันมีการเวียนว่ายตายเกิดัแหละที่ร่างกาย ของแต่ละคนนะครับก็เหมือนกับจะเป็นแค่แบบ ภาชนะอันนึงในการบรรจุวิญญาณเท่านั้นนะ ครับผมที่เมื่อใดก็ตามซึ่งภาชนะหรือ สังขารอันนี้เนี่ยมันได้สูญสิ้นนะครับ วิญญาณก็จะไปเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตลอดๆด แบบนี้เลยซึ่งสิ่งที่จะเป็นการกำหนดการ หมุนไปหมุนมาของตัววิญญาณในวัฏจักรนี้นะ ครับมันก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของแต่ละ บุคคลหรือว่ากรรมนั่นเองครับผมที่ถ้าใคร ทำกรรมดีใช่มั้ยมันก็จะส่งผลให้เราไปเกิด ในแบบภพภูมิที่ดีหรือมีอันจะกินอะไรกันใน ชาติต่อมานะครับหาแต่ว่าถ้าใครไปทำกรรม บาปกรรมชั่วอะไรไว้เนี่ยกรรมชั่วเหล่า นั้นนะครับมันก็จะมาเอาคืนเราอาจจะเป็น ชาติหน้าหรือไม่ก็ชาตินี้เลยก็ได้นะครับ ผมโดยสิ่งที่ว่ากันว่ามันจะช่วยทำให้การ เดินทางในวังวนของทุกคนเนี่ยเป็นไปได้ อย่างราบรื่นแล้วก็ปกติสุขนะครับมันจะมี อยู่ 4 อย่างครับก็คือ 1 ดรามาหรือว่า ธรรมะนั่นเองนะครับผมที่ไอ้คำว่าธรรมะณ ที่นี้เนี่ยมันจะไม่ได้หมายถึงธรรมะอะไร ที่แบบต้องท่องบทสวดมนต์ต้องทำดีกันอย่าง ที่เราได้เห็นในศาสนาพุทธอย่างเดียวนะแต่ มันจะหมายถึงการกระทำนะครับคือกระทำตามกฎ ระเบียบทำตามสัจธรรมทำตามหน้าที่อะไรของ แต่ละวรรณะแบบนี้เนี่ยที่แต่ละคนถ้าหาก แบบเกิดมาในวรรณะไหนเป็นนักบวชใช่มั้ยเรา ก็ควรจะทำหน้าที่ตามสิ่งที่นักบวชควร กระทำหรือถ้าหากคนไหนได้เกิดมาเป็นพ่อค้า เนี่ยก็มีหน้าที่ในการค้าค้าขายหรือว่าทำ อะไรแบบพ่อค้ากันไปใช่มั้ครับหรือถ้าหาก ใครเป็นชนชั้นธรรมดาอย่างเราๆเป็นคนหล่อๆ สวยๆกันเนี่ยก็มีหน้าที่ในการกดซื้อ สติกเกอร์ LINE หรือว่าผ้าเช้ตัว fn แี่ กันแบบนี้นะครับผมเอาเป็นว่าเราก็น่าจะพอ เข้าใจคร่าวๆของคำว่าธรรมะในบริบทของ ฮินดูกันแล้วเนอะและสิ่งที่มันจะช่วยให้ คนฮินดูเนี่ยได้มีวังวนอยู่ในการเดินทาง แห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้แบบสมบูรณ์ใน อันที่ 2 นะครับก็คืออัตถะนะครับซึ่งก็ หมายถึงการแสวงหาหาความมั่นคงเพื่อการ ดำรงชีวิตอย่างมีเป้าหมายครับที่อันนี้ เนี่ยมันก็รวมไปถึงพวกการเมืองการพูดวิถี ชีวิตอะไรต่างๆที่เกี่ยวกับสินทรัพย์แล้ว ก็ความมั่นคงนะครับที่เขาก็ว่ากันว่าถ้า หากเรามีแบบพองามแล้วก็ไม่เบียดเบียนผู้ อื่นเนี่ยมันก็จะทำให้เรามีความสุขได้และ 3 กามเมหรือว่ากามนั่นแหละครับที่เขาจะ บอกว่ามนุษย์ทุกคนนะครับก็มีความปรารถนา อยากจะมีความรักมีความชื่นชอบมีความหลง ใหลอะไรเป็นธรรมดาแบบนี้แล้วก็ไม่ผิดนะ ครับถ้าหากเราจะไปสัมผัสร่างกายหรือว่า บีบๆนวดๆอะไรใครนิดหน่อยเนี่ยเพราะคน ฮินดูนะครับเขาคก็มองเรื่องนี้เนี่ยเป็น เรื่องปกติครับว่าแบบเป็นมนุษย์เนี่ยมัน ก็ต้องมีความสู้ซ่าอะไรมากระชุ่มกระชวย ชีววิตใช่มั้ยห่าแต่ว่าก็อย่าทำให้มันเลย เถิดเกินล้ำธรรมะหรือว่ากฎระเบียบจารีด อันควรปฏิบัติกันไปนะครับผมส่วนข้อสุด ท้ายซึ่งคนฮินดูหลากหลายคนเลยมักจะใฝ่หา อันนี้เนี่ยรวมถึงคนพุทธด้วยนะครับผมก็ คือโมกษะหรือว่าการเวียนว่ายตายเกิดที่ เรามักจะคุ้นๆหูกันนั่นเองนะครับผมคือ มนุษย์ทุกคนในฮินดูเนี่ยเขาก็อยากจะแบบ หลุดพ้นจากไอ้วัฏสงสารอะไรกันนี่ซักทีนะ ครับคือในเมื่อเกิดมาแล้วมันต้องมาทำกรรม
ดีกรรมชั่วมันลำบากอะไรเงี้ยขอไม่เกิดเลย ดีกว่าและนั่นแหละครับมันก็เลยได้ถูก พัฒนามาต่อจนกลายเป็นหนึ่งในไอเดียที่พระ พุทธเจ้าเนี่ยได้นำมาสอนแก่สาวกของท่าน ให้ได้รู้จักการหาหนทางในการหลุดพ้นอะไร กันนี่เองนะครับคือเห็นแล้วใช่มั้ยว่า ศาสนาพุทธของเราเนี่ยก็ได้มีการไปเอาแรง บันดาลใจมาจากฮินดูเยอะขนาดไหนครับและอีก อย่างหนึที่เหมือนกับว่าพุทธของเรานะครับ ก็ได้ไปนำเอาความเชื่อมาจากฮินดูเช่นกัน นั่นก็คือความเชื่อของเรื่องจตุรนะครับผม หรือว่าเวลาแห่งการเวียนว่ายตายเกิดของ แต่ละยุคแต่ละสมัยนั่นเองคือจะพูดให้เข้า ใจแบบง่ายๆยังไงดีล่ะก็คือเหมือนกับที่ มนุษย์เราทุกคนจะต้องมีวัฏจักรในการเวียน ว่ายตายเกิดกันใช่มั้ยไอ้ช่วงเวลาหรือว่า ยุคที่เราอยู่เนี่ยมันก็จะมีช่วงเวลาใน การเวียนไยตายเกิดของยุคสมัยเหมือนกัน อย่างเช่นเพื่อนๆเคยได้ยินคำว่าปัจจุบัน นี้เนี่ยเราได้อยู่ยังกลียุคหรือว่ายุค มืดยุคสุดท้ายก่อนที่โลกเราเนี่ยจะแตกและ ดับสลายไปมยครับนั่นแหละครับมันก็คือ หนึ่งใน 4 ของจตุรดังกล่าวนะครับที่คน ฮินดูเนี่ยก็เชื่อว่าถ้าหากโลกเราได้จบไป จากกลียุคแล้วเนี่ยมันก็จะวนเข้าไปสู่ วัฏจักรการเกิดยุคใหม่ครับนั่นก็คือสัตต ยุคหรือว่ายุคแห่งความบริสุทธิ์ยุคแห่ง สัจจธรรมความมั่นคงอะไรแบบนั้นเองที่เว่า กันว่าพอทุกคนที่ได้เกิดขึ้นมาในโลกยุค นี้นะครับก็จะมีความแบบไร้ซึ่งกันรู้สึก รักโรภโกรธหลงอะไรขึ้นมาเลยล่ะครับเพราะ เหมือนกับทุกคนที่เกิดขึ้นมาในยุคนั้นจะ เป็นแบบเวอร์จินไม่รู้จักการทำบาปอะไรเลย ยังไม่รู้จักการชนเนื้อชนหนังตัวรดร้อง ออกมานะครับผมหากแต่ว่าในเวลาต่อมาเมื่อ มนุษย์เราแบบเริ่มรู้สึกคันๆแล้วก็แบบได้ เกากันขึ้นมาหน่อยหรือว่ามีการลิ้มรองรส ชาติแห่งบาปอะไรกันแล้วเนี่ยเรานะครับก็ จะเข้ามาสู่ในยุคที่เรียกว่าเตตาุคครับ ว่ายุคที่มนุษย์เนี่ยได้มีความใจเกเรขึ้น แบบนิดๆก็แล้วกันจนกระทั่งเมื่อมนุษย์เรา ได้เริ่มทำชั่วมากขึ้นจนสัดส่วนคนชั่ว เนี่ยมันเท่ากับคนดีคือ 50 ต 50 แล้วนะ ครับเราก็จะเข้ามาสู่ในยุคที่ 3 ที่มี ชื่อว่าทวาปยุครับและเมื่อใดก็ตามที่มัน มีจำนวนของคนที่จิตใจไม่งามสูงขึ้นมาก เกินกว่า 50 ต 50 นะครับก็คือมีคนชั่ว เยอะกว่าครึ่งนั่นแหละโลกเราเนี่ยก็จะ เข้ามาสู่สิ่งที่เรียกว่ากลียุคหรือยุค ที่เขาเชื่อว่าเราเนี่ยได้ดำรงชีวิตกัน อยู่ในตอนนี้นั่นเองนะครับซึ่งากคนชัมัน มากขึ้นมากขึ้นมากขึ้นอีกเนี่ยโลกเรานะ ครับก็จะ ตู้มแตกขึ้นมาแล้วก็วนใหม่เข้าสู่วัฏจักร แรกอยู่เรื่อยๆนะครับผมซึ่งอันนี้เนี่ย ถ้าหากใครกังวลว่าเดี๋ยวโลกเราจะแตกแล้ว วันนี้อะไรมั้ยเนี่ยก็บอกว่าใจเย็นๆไว้นะ ครับผมเพราะถึงแม้ชาวฮินดูอาจจะเชื่อว่า เราเนี่ยได้มาอยู่ในกลียยุคแล้วนะครับแต่ กลียยุคที่ว่าเนี่ยก็ว่ากันว่ามันจะมี ระยะเวลาที่ยาวนานไปถึงแบบ 4 ล้าน 300,000 กว่าปีเลยนะครับผมตามความเชื่อของพวกเขา ่ะเนอะที่เมื่อจบจากเรื่องความเชื่อกันไป แล้วเนี่ยเราเราก็มาเข้าสู่อีกเรื่องนึง ที่น่าฉงนงนงวยของศาสนานี้กันดีกว่านั่น ก็คือเรื่องราวของหลักคำสอนของพวกเขาครับ เพราะต่างกับทุกศาสนาหลักๆใหญ่ๆที่ได้มี อยู่บนโลกนี้นะซึ่งพวกเขาเนี่ยก็จะมีแบบ ผู้ให้กำเนิดศาสนาหรือว่าศาสดาอะไรที่จะ มาเผยแพร่ศาสนากันใช่มั้ยครับแต่้าว่าพอ พูดถึงฮินดูเนี่ยฮินดูเกลับเป็นศาสนาที่ ไม่มีศาสดาอะไรมาเผยแพร่เลยคือไม่รู้ด้วย ซ้ำว่าไอ้ผู้ที่ให้กำเนิดของศาสนาฮินดู เนี่ยคือใครนะครับซึ่งมันก็แปลกมากเลยนะ ที่ฮินดูเนี่ยก็อุตส่าห์อยู่รอดมาได้จน ถึงทุกวันนี้ทั้งๆที่แบบไม่ได้มีศาสน ศาสนาอะไรกันเลยมีแต่คัมภีร์พระเวทนะครับ ที่พวกเจะแบบท่องตามต่อๆกันมาแล้วประเด็น ก็คือไอ้หนังสือคัมภีร์ต่างๆของศาสนานี้ เนี่ยก็ต้องบอกเลยนะว่ามันจะมีความโคตะระ จะเยอะแล้วก็แบบงงสุดๆเลยเพราะไม่เหมือน กับศาสนาอื่นที่แบบจะมีเล่มเดียวอย่างอ่ะ ไบเบิลเล่มนึงพระไตรปิฎกอะไรอย่างเงี้ย อันกุลอ่านอะไรที่ก็จะมีระเบียบแบบแผน เรียงกันหมดเป๊ะๆๆนึง
1 2 3 ใช่มั้ย ครับแต่แต่ว่าคัมภีร์ของศาสนาฮินดูเนี่ย เวลาเขาจะเอามาสั่งสอนกันนะครับมันจะเป็น แบบหลากหลายเล่มกระจายมากเลยแล้วประเด็น ก็คือมันเป็นการกระจายแบบไม่ได้มีการจด บันทึกอะไรกันเอาไว้ด้วยนะคืออย่างสมัย ก่อนไอ้พวกศาสนาอียิปต์โบราณหรือว่าศาสนา สุเมเรียนโบราณที่มันก็น่าจะมีอายุพอๆกัน กับพวกฮินดูเนี่ยพวกเขานะครับก็ยังมีการ จดเขียนเอาไว้เป็นรูปแบบใช่มั้ยแต่ไม่ ครับฮินดูนี่คืออินดี้มากครับพวกเขาเนี่ย จะเผยแพร่คำสอนต่างๆด้วยกันเล่ากันผ่าน ปากต่อปากนะครับแล้วก็อาศัยซิลิบั้มของ สมองแต่ละคนเนี่ยในการจดจำกันแทนครับแล้ว มันก็ดั้นเป็นศาสนาที่อยู่รอดมานานกว่า พวกศาสนาที่เ้ามีการจดบันทึกกันอีกนะครับ ผมส่วนไอ้คัมภีร์พระเวทวันนี้ที่เราได้ เห็นเมีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรกัน เนี่ยนะมันก็ต้องรอไปก่อนนู่นนครับผม 500 ปีก่อนคริสตสกานู่นน่ะมันถึงจะมีฤาษีคน นึงนะครับเาได้แบบรวบรวมเอาพวกข้อความพระ เวทอะไรต่างๆมาเขียนจดบันทึกกันแล้วก็มา เผยแพร่กันนะครับผมแต่เอาเป็นว่าไอ้ คัมภีร์เหล่านั้นเนี่ยมันจะมีอะไรกันบ้าง เราก็มาทำความรู้จักกันแบบคร่าวๆกันเลยดี กว่าซึ่งอันนี้เนี่ยแอดก็จะขอแบ่งคัมภีร์ ในศาสนาฮินดูเป็น 2 หมวดก็แล้วกันนะครับ ก็คือ 1 คัมภีร์สำหรับหลักการปฏิบัตินะ ครับกับ 2 คัมภีร์แบบสำหรับศาลานุกรมซึ่ง ไอ้คัมภีร์สำหรับหลักปฏิบัติเนี่ยมันก็ คือคัมภีร์ของพวกพระเวทนั่นเองที่ในตรง นี้นะครับมันก็จะสามารถแบ่งไปได้อีก 4 เล่มย่อยๆเลยประกอบก็คือเล่มแรกครับ คัมภีร์ฤคเวท ที่ว่ากันว่ามันจะเป็นคัมภีร์ของฮินดู เล่มที่เก่าแก่ที่สุดนะครับที่ในๆเนี่ยก็ จะประกอบไปด้วยบทสวดคำร้องเพลงคำสรรเสริญ ขุนอำนาจแห่งเทพเจ้าหรือว่าพิธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีการแต่งงานเอยพิธีศพเอย หรือว่าพิธีในการบวงสรวงเทพเจ้าของอารยัน ชนอะไรก็ว่ากันไปมันก็จะถูกเขียนอยู่ใน เล่มที่ 1 หมดเลยนะครับผมส่วนเล่มที่ 2 ก็คือยชุรเวทหรือว่าคัมภีร์ที่มีเนื้อหา เกี่ยวกับพวกคาถาพิธิกรรมสังวงสังเวยอะไร กันเล่มที่ 3 สามเวทหรือว่าจะเรียก หนังสือตู้เพลงได้มั้ยเนี่ยเพราะว่าไอ้ สิ่งหลักๆที่มันได้เขียนอยู่ในคัมภีร์ เล่มที่ 3 เนี่ยนะครับมันก็จะเป็นพวกบท เพลงบทร้องสามขานอะไรที่ก็จะมาเอาไว้ เพื่อฟื้นฟูจิตใจนะครับเพราะเอาจริงๆไอ้ คำว่าสามะในชื่อของคัมภีร์นี้เนี่ยมันก็ มีรากศัพท์มาจากคำว่าบทเพลงที่เอาไว้แบบ ทำลายความเจ็บปวดอะไรประมาณนั้นนั่นแหละ นะครับและเล่มสุดท้ายเลยซึ่งอันนี้เนี่ย บางคนก็จะไม่นับเอามันไปรวมกับคัมภีร์พระ เวทหลักๆนะครับแต่บางทเนี่ยก็รวมว่ามัน เป็น 4 เล่มแต่เอาเป็นว่าเราก็ตีความมัน รวมกันแล้วก็แล้วกันนั่นก็คือคัมภีร์ อาถรรพ์พระเวทครับหรือว่าหนังสือแห่ง อาถรรพ์นั่นเองที่แค่ชื่อ่ะเนี่ยมันก็ทำ ให้หลายๆคนคิดไปในแง่อย่างนั้นกันแล้วใช่ มั้ยครับเพราแบบมันจะต้องเป็นคัมภีร์แห่ง ไสยศาสตร์มนต์ดำอะไรของพวกฮินดูกันหรือ เปล่านะครับผมซึ่งเอาาจริงๆแล้วมันก็ไม่ ใช่แบบนั้น 100% นะคือเหมือนกับว่ามันก็ จะเป็นคัมภีร์เกแบบพวกขถงคาถามนตราอะไร แบบเนี้ยจริงนะครับผมแต่ว่ามันจะเป็นคาถา ที่แบบเอาไว้ใช้อ้อนวอนเทพเจ้ามากกว่านะ ครับคือถ้าหากเราทำตามไอ้คัมภีร์เล่ม 1 เล่ม 2 เล่ม 3 อย่างละเอียดแล้วเนี่ยแบบ มันจะไม่เกิดผลอะไรใช่มั้ยก็เล่มที่ 4 นี่แหละเสริมเข้าไปครับสวดคถาอ้อนวอนไป
แบบพระเจ้าขอให้ข้าได้สมหวังกับความรัก ที่ข้ามีต่อคนๆนั้นอะไรกันหน่อยหรือว่าจะ ขอให้ไอ้คนๆที่เราเกลียดขี้หน้าเนี่ยมัน ฉิบหายวายวอดก็ได้มีหมดเลยนะครับผมและนอก จากเรื่องราวเอาคำสวดคำแช่งอะไรต่างๆ เนี่ยมันก็ยังมีเรื่องราวของพวก วิทยาศาสตร์โบราณอะไรเนี่ยที่ได้ถูกบรรจุ ใส่มาในเล่มนี้ด้วยอย่างเช่นว่าการเล่น แร่แปรทาสเอยศาสตร์ความรู้ต่างๆเนี่ยก็ ถูกบันทึกอยู่ในเล่มนี้หมดละครับผมดัง นั้นเองเราก็อย่าเพิ่งคิดว่าอาถรรพ์พระ เวท์นี่มันจะเป็นแบบหนังสืออาถรรพ์มนต์ดำ เขมรอะไรกันไปหมดนะซึ่งไอ้หนังสือพระเวท เหล่านี้นะครับมันก็ได้ถูกใช้สั่งสอน ฮินดูชนมาตั้งแต่ยุคโบราณนะครับผมจน กระทั่งมันมาถึงฮินดูยุคโมเดิร์นหน่อยๆ ที่ก็เหมือนกับว่ามันจะมีคนฮินดูเนี่ยเขา ได้เริ่มสงสัยอะไรในตัวพระโว่งพระเวทละ เค้าก็เลยเริ่มเขียนพวกนังสือใหม่ๆออกมา เรื่อยๆเพื่อแบบแก้ข้อสงสัยอะไรพวกเนี้ย จนมันเกิดเป็นคัมภีร์ต่างๆหลักๆอีก 4 เล่มนั่นก็คือพวกคัมภีร์ปุราณคัมภีร์ ภควัตคีตาอะไรแบบนี้นะครับซึ่งไอ้ 2 เล่ม นี้เนี่ยมันจะออกไปในแนวแบบพวกสารานุกรม หรือว่าเป็นส่วนเสริมอะไรของคัมภีร์พระ เวทหน่อยนะครับผมอย่างเช่นมันก็จะมีระบุ ถึงวิธีการทำโยคะระบบวรรณะหรือว่านรก สวรรค์อะไรนะครับหรือว่าอย่างอีก 2 เล่ม ที่มันจะมาในลักษณะของประวัติศาสตร์กึ่ง ตำนานอะไรอย่างมหาภารตะหรือว่ารามเกียน ซึ่งแอได้เกริ่นไปในตอนต้นแล้วใช่มั้ยว่า เวลาพวกอินเดียเาบันทึกประวัติศาสตร์อะไร เนี่ยมันก็จะเป็นการบันทึกแบบเปรียบเปรย อะไรแบบเนะครับซึ่งไอ้หนังสือเรื่อง มหาภารตะกับรามเกียนเนี่ยนะก็ว่ากันว่า มันจะยาวมากเลยกันทีเดียวโดยเฉพาะ มหาภารตะนะครับก็แบบยาวมากกว่าไบเบิลไม่ รู้กี่เล่มอ่ะที่ข้างในเนื้อหาพวกนั้นนะ ครับครับมันก็จะมีการเปรียบเปยใส่เรื่อง ราวแฝงคุณธรรมอะไรในการปฏิบัติดีปฏิบัติ ชั่วเอาไว้นะครับแต่แต่ว่าไอ้เรื่องราว เหล่านี้เนี่ยมันก็ยังไม่ปวดหัวสุดๆเท่า กับเรื่องราวต่อมาหรอกครับนั่นก็คือ เรื่องราวของเทพเจ้านั่นเองนะครับผมที่ แบบอมีไม่รู้กี่ร้อยกี่พันองค์แลถ้าหาก แอดจะเล่าเรียงมาทุกองค์เนี่ยนะแอดว่าแอด ต้องทำคลิปเสริมแล้วแหละแต่เอาเป็นว่าณใน ตอนนี้เนี่ยแอดก็ขอจะพูดถึงแค่เทพสำคัญ ำคัญที่เราน่าจะคุ้นหูกันก่อนเลยนะครับผม นั่นก็คือ 3 เทพอเวนเจอร์แห่งฮินดูครับ ที่ก็ถือว่าเป็นพวกพระบิ๊กบึ้มของฮินดูนะ อย่างเช่นพระผู้สร้างพระพิทักษ์แล้วก็พระ ทำลายกันโดยพระผู้สร้างเนี่ยก็จะมีนามว่า พระพรหมนะครับหรือที่ชาวฮินดูก็จะมีความ เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มันได้เกิด ขึ้นมายังโลกยังจักรวาลอันนี้เนี่ยมันก็ เกิดขึ้นมาจากการรังสรรค์ของพรหมเนี่ย แหละครับผมโดยลักษณะของพระพรหมที่หลาก หลายคนน่าจะคุ้นตากันมากที่สุดนะครับก็ คือการที่พระพรหมเนี่ยมี 4 หน้านะครับ ซึ่งไอ้ 4 หน้าดังกล่าวเเนี่ยก็ไม่ใช่แบบ มีขึ้นมาอยู่ๆแบบโดดๆไร้เหตุผลนะคือคน ฮินดูบางคนเนี่ยเขาจะมีการนำเอาเลข 4 ของ หน้าพระพรหมเนี่ยไปเทียบกับพวกคัมภีร์พระ เวท 4 เล่มหรือว่าจตุรุคอะไรที่แอดได้ เล่ากล่าวไปเมื่อกี้นี้นะครับผมและนอกจาก การที่มี 4 หน้าแล้วเนี่ยส่วนใหญ่เวลาที่ พระพรหมจะมาปรากฏตัวนะครับท่านก็จะมา ปรากฏตัวอยู่บนดอกบัวน่ะหรือถ้าอยากจะให้ เท่หน่อยนะครับพระพรหมเนี่ยก็จะสามารถ เรียกโปเกมอนห่านของตัวเองออกมาเป็นยาน พาหนะได้ด้วยนะครับผมและพระองค์ที่ 2 พระ วิษณุผู้พิทักษ์ซึ่งองค์นี้นะครับก็มักจะ มาปรากฏตัวในรูปของพระที่มีผิวกายสีฟ้า แล้วก็มีหลายมือนะครับผมโดยมีไอเทมเด็ดๆ ประจำกายเลยก็คืองจักรนะครับที่ท่านเนี่ย จะสามารถขว้างไปตัดหัวใครก็ได้เพราะว่า องค์วิษณุเนี่ยคือตัวแทนแห่งฟ้าสวรรค์ผู้ พิทักษ์ทั้งความรักและความยุติธรรมนั่น เองไม่ใช่ะแอดส่วนไอ้หอยสังขที่มันได้มี อยู่ในมือของพระวิษณุนะครับมันก็จะเป็น
สัญลักษณ์เปรียบเปยเหมือนกับชัยชนะนะครับ ว่าองค์วิษณุเนี่ยท่านมีชัยชนะเหนืออะไร ทั้งปวงเลยโดยองค์วิษณุนะครับท่านก็จะมี โปเกมอนเด็ดๆของพระองค์อยู่ถึง 2 อย่าง เลยนะครับนั่นก็คือพญานาคกับพญาครุฑนั่น เองคือโคตรเท่แล้วก็เป็นเหมือนกับองค์พระ ที่ได้มีบทบาทกับโลกเรามากที่สุดใน 3 องค์นี้ด้วยนะเนื่องจากถ้าเราไปสังเกตดู จากประวัติขององค์วิษนุนะก็มักจะเห็นว่า องค์วิษณุก็จะมีองค์อวตารอะไรอยู่อย่าง หลากหลายเลยที่ก็เรียกอวตารลงมาทำภารกิจ ของบนโลกเราหรือว่ามาแก้เควสต่างๆนะครับ ซึ่งที่เราๆคนไทยน่าจะคุ้นหูกันมากที่สุด เนี่ยก็น่าจะเป็นพวกพระกฤษณหรือว่าพระราม อะไรเนี่ยแหละครับผมด้วยเหตุที่ว่าพระ วิษณุเนี่ยท่านก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับ ผู้พิทักษ์โลกซึ่งได้สร้างมาจากพระพรหม แล้วก็ปกป้องรอจนกว่าที่พระผู้ทำลายจะได้ ปรากฏขึ้นมาใช่มั้ยครับซึ่งพระผู้ทำลาย ดังกล่าวที่ว่าก็คือองคศิวะหรือว่าพระ อิศวรนั่นเองครับบูชากูที่ลักษณะของพระระ อิศวรนะครับถึงแม้ว่าท่านจะมีผิวสีดำหรือ บางทีก็เป็นสีฟ้าเข้มจนบางคนเก็แยกไม่ออก ว่าฟ้านี่ฟ้าวิษณุหรือฟ้าซีวะนะครับแต่้า ว่าเราก็สามารถแยกแยะได้ส่วนหนึ่งก็คือ จากลุกของพระศิวะนะครับมันจะดูดิบๆแล้วก็ เถื่อนๆแบบเป็นสีตลุกมากกว่าพระวิษณุน่ะ คือแทนที่ท่านจะมีเครื่องแต่งกายอะไรสวยๆ แบบพระวิษณุใช่มั้ยครับไม่ๆๆพระศิวะเนี่ย ท่านจะมีเครื่องแต่งกายที่แบบดิบๆนุ่ง ด้วยหนังเสือมีงูพันธุ์คอนอกจากนั้นเอง ท่านก็ยังมีตรีสูยเป็นอาวุธนะครับและที่ เท่ที่สุดเลยก็คือดวงตาที่ 3 บนหน้าผาก ของท่านครับที่ว่ากันว่าเมื่อใดก็ตามที่ ดวงตานั้นมันได้เปิดขึ้นมานะมันก็จะมีลำ แสงซุปเปอร์ไซย่านะครับที่สามารถยิงแล้ว ก็ไปทำลายอะไรได้ทุกอย่างเลยแบบไซคอ x-men ก็มาแต่ก็นั่นแหละครับด้วยความที่ว่าท่าน ก็เป็นองค์เทพแห่งการทำลายล้างใช่มั้ย ครับซึ่งแต่ละ 3 องค์เทพนี้เนี่ยเคก็ยัง จะมีพระเมียๆประจำแต่ละองค์ด้วยนะที่แบบ คนที่นับถือฮินดูในบางท้องที่เนี่ยบางที เขาคก็นับถือองค์เมียมากกว่าองค์ผัวด้วย อย่างเช่นที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆเลยก็คือ พวกเจ้าแม่กาลีหรือพระแม่ปารวตีอะไรพวก นี้แหละนะครับที่เอาเป็นว่าไว้เดี๋ยวมี โอกาสแอ๊ดจะมาเล่าแจกแจงกันทีละองค์เทพ กันเลยนะครับผมหาแต่ว่าเพื่อนๆเชื่อกัน หรือเปล่าครับว่าในบรรดาทวยเทพเทวดาที่ แอดได้กล่าวไปทั้งหมดเมื่อกี้นี้เนี่ยเขา ก็ไม่ใช่เทพฮินดูที่มีมาตั้งแต่ยุคโบราณ นะคือเอาจริงๆเนี่ยชื่อของพระศิวะนะครับ มันไม่ได้มีถูกเขียนอยู่ในคัมภีร์พระเวท เลยด้วยซ้ำครับว่าแต่แล้วอย่างงั้นคน ฮินดูโบราณจริงๆเนี่ยเขคนับถืออะไรกันล่ะ ครับก็คือเพื่อนๆเคยได้ได้ยินชื่อนี้มั้ย ครับพระอินทร์พระวิรุณพระอัคนีนั่นนะครับ เา้าก็ว่ากันว่าเหล่าเทพเหล่านี้เนี่ยก็ เป็นหนึ่งในเทพฮินดูรุ่นเดอะที่ก็มีมา ก่อนพระพรหมพระวิษณุพระศิวะอีกนะคืออย่าง ที่บอกใช่มั้ยครับว่าด้วยความที่ศาสนา ฮินดูเนี่ยมันเป็นศาสนาที่แบบไม่ค่อยจะมี การบันทึกเป็นรายลักษณ์อักษรอะไรมาตั้ง แต่ยุคโบราณมันก็เลยได้ทำให้ตัวของศาสนา เนี่ยมันได้ดิ้นไปตลอดเวลาเลยนะครับแม้ กระทั่งตัวขององค์เทพเองที่เอาจริงๆถ้า หากเราย้อนกลับไปดูยังโบราณมากกว่านั้นนะ ครับมันก็จะมีเทพบางองค์ที่แบบพูดชื่อมา แล้วเราแทบจะไม่รู้จักกันด้วยซ้ำนะครับผม เพราะว่าบางเทพเนี่ยมันก็อาจจะเป็นการผสม ประสานมาระหว่างเทพจากทางตะวันตกอีกทีนะ ครับเพราะอย่างที่เกริ่นไปในตอนแรกใช่ มั้ยว่าไอ้ตอนที่มันได้กำเนิดอารยธรรมใน รุ่มแม่น้ำสินธุขึ้นมาเนี่ยมันก็จะมีการ มาบวกๆกันระหว่างชนเผ่ามากมายนะครับไม่ ว่าจะเป็นชนเผ่าอินเดียท้องถิ่นชนเผ่า อินเดียหลากหลายหรือว่าพวกที่มาจากทาง ยุโรปทางอาหรับนั่นแหละซึ่งนั่นแหละครับ พอเาได้มาจากทางยุโรปรปอะไรเนี่ยเขาก็เอา เทพเหล่านั้นเนี่ยเข้ามาใช้กันด้วยแล้วพอ ไอ้คนท้องที่เห็นว่าเอ้อเทพองค์นี้เจ๋งดี ว่ะมาบูชาเทพองค์นั้นกันเลยอะไรประมาณ นั้นนะครับมันก็เลยได้เกิดการร่วมๆแล้วก็ ตู้มกลายเป็นองค์เทพอย่างเช่นพระอินทร์ เนี่ยที่ท่านนะครับก็เป็นเทพแห่งสายฟ้า นี่แหละซึ่งก็ว่ากันว่าได้รับอิทธิพลมา จากเทพจากทางกรีกโรมันอะไรอีกทีนะครับดู จากพลังสายฟ้าที่ท่านมีดิมันก็เหมือนกับ เทพทรุดอะไรกันเลยนะครับนอกจากนั้นก็ยัง เป็นพลังแห่งความงี่ด้วยนะครับผมที่ทั้ง 2 คนนี้เนี่ยก็มีไม่แพ้กันเลยคืองี่มากจน
กระทั่งในเวลาต่อมาเนี่ยพระอินทร์ก็ เหมือนจะโดนลดระดับแรงกิ้งลงมาให้ต่ำกว่า พวกองค์เทพตีมูรติหรือว่าพวกพระวิษณุ พระศิวะพระพรหมอะไรกันนะครับแฮชแทกความ งี่เป็นเหตุล้วนๆเลยแต่้าว่าเอาจริงๆแล้ว เนี่ยไอ้เรื่องการลดหย่อนระดับเทพอะไรกัน เนี่ยมันก็อาจจะเป็นเรื่องราวของการเมือง และการศาสนาก็ได้นะครับคืออันนี้เราก็พอ จะเข้าใจกันใช่มั้ว่าแต่ละท้องที่พอมัน อยู่ด้วยกันเนี่ยมันก็ต้องมีการตีกัน ธรรมดาแล้วก็จะมีการยกเทพข่มท่านนะครับผม ที่แบบพออีกที่ชนะที่นึงปุ๊บเค้าก็ไปเอา เทพของตนเองนี่แหละให้มันเหนือกว่าเทพ องค์นั้นแล้วก็ปรับประวัติให้แบบเทพองค์ นั้นเนี่ยดูต่ำๆด้อยๆอะไรลงไปซึ่งไอ้ เรื่องนี้เองเนี่ยมันก็ไม่ได้เกิดขึ้น เพียงแค่ศาสนาฮินดูเท่านั้นนะแต่้าว่า หลากหลายท้องที่เลยเนี่ยเค้าก็มีวิธีการ ทำกันอย่างนี้บ่อยๆเนี่ยแหละครับหากแต่ ว่าเหมือนกับทางฮินดูเนี่ยมันจะเห็นได้ ชัดกว่าศาสนาอื่นแล้วมันก็ยังหลงเหลือมา ให้เราเห็นอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ยังไงล่ะ ครับอย่างเช่นแบบที่เล่าไปเมื่อกี้ว่า อินเดียในแต่ละท้องที่เนี่ยบางทีเขาคก็จะ มีการยกพระวิษณุขึ้นมาเป็นหลักยกพระศิวะ ขึ้นมาเป็นหลักหรือว่ายกเมียของพระศิวะ ขึ้นมาเป็นหลักในการเป็นองค์เทพอุปถัมภ์ อะไรของพวกเขาก็ว่ากันไปนะครับผมหรือบาง ที่เถ้าหากแบบเลือกไม่ได้ใช่มั้ยองค์เทพน ก็เจ๋งองค์เทพนี้ก็เก่งน่ะเคก็จะมีการจับ องค์เทพนะครับมารวมๆกันฟิวชั่นเป็นองค์ เทพองค์ใหม่กันเลยสรุปแล้วคือมนุษย์เนี่ย ใหญ่กว่าเทพใช่มั้ยเนี่ยคือจะสั่งรดขั้น เลื่อนขั้นอะไรเทพก็ได้ซึ่งไอ้เรื่องราว การจับองค์เทพมารงมารวมอะไรกันแบบเนี้ย เอาจริงๆนะครับมันก็ไม่ใช่สิ่งที่แปลก ใหม่เลยนะคือแม้กระทั่งศาสนาคริสต์เอง เนี่ยนักโบราณคดีนะครับเขาก็ยังมีการตี ความกันเลยว่าองค์พระเจ้าที่ศาสนาคริสต์ ได้นับถือเนี่ยจริงๆแล้วก็จะมีหลายองค์ มากคืออันนี้ไอก็ต้องขอย้ำก่อนตัวหนานๆ เลยนะว่าเราได้เล่าคลิปนี้ในฐานะของ ประวัติศาสตร์โบราณคดีที่เขาได้มีหลักฐาน กันนะครับเราจะไม่ได้มาพูดถึงด้านความ เชื่ออะไรในศาสนาก็คือถ้าหากเราลองสังเกต ดูในพระคัมภีร์ของศาสนาคริสต์อะไรนะครับ เราก็จะเห็นได้ว่าพระเจ้าของศาสนาคริสต์ เนี่ยจะมีหลักๆเลยคือ 2 แบบคือพระเจ้าที่ เป็นเวอร์ชั่นแบบพระโหดๆเอะอะอะไรก็เสก ทำลายบ้านทำลายเมืองอะไรกันหมดเลยส่งน้ำ มาท่วมโลกอะไรกันกับพระเจ้าอีกเวอร์ชั่น นึงก็คือเป็นพระเจ้าแห่งความรักนะครับ ซึ่งเขาว่ากันว่านั่นแหละครับมันก็เกิด ขึ้นมาจากการรวมๆพระเจ้าอะไรหลากหลายอัน อีกทีนึงและเอาอย่างงี้ดีกว่าที่เห็นได้ ง่ายๆเลยก็คือชื่อที่เขาใช้เรียกพระเจ้า ในพระคัมภีร์นะครับที่ถ้าหากใครเคยอ่าน พระคัมภีร์มานะครับก็จะสังเกตได้ว่ามันก็ จะมีคำว่าเอโลฮิม ยาห์เวห์ยะโฮวาอะไรแบบนี้ใช่มั้ยครับซึ่ง นั่นแหละครับก็ว่ากันว่ามันเกิดขึ้นมาจาก การเอาเทพหลากหลายเนี่ยมารวมๆกันแล้วก็ ให้เป็นแบบพระเจ้าองค์เดียวอะไรกันไปเลย เพราะเขาจะมีการไปค้นพบหลักฐานนะครับว่า ชาวคนาอันโบราณเนี่ยก็จะมีเทพองค์หนึ่ง ของเขาที่ชื่อว่าเอลซึ่งก็เป็นเทพคนละ องค์กับคนที่กล่าวนามไม่ได้ก็คือ yh W นะครับคือมันจะเป็นการเขียนแบบเขไม่กล้า ออกนามเทพนะครับเขาก็เลยเรียกเทพองค์นั้น ว่ายาวงยาเวอะไรตามแค่ตัวอักษรที่เขียนมา แล้วก็ไม่มีสละให้ออกเสียงนั่นแหละซึ่งก็ เป็นเทพคนละองค์กับเอโลฮิมนะครับแต่ทว่า หลังๆมาพอว่าเทพ 2 องค์นี้มีลักษณะคล้ายๆ กันอะไรแบบนี้เค้าก็เลยอ่ะรวมกันให้เป็น องค์เทพองค์เดียวก็เลยะกันนั่นแหละครับ มันก็เลยได้กำเนิดเป็นองค์เทพองค์เดียว กันนะครับและเช่นเดียวกันครับทางฮินดู เนี่ยเขาก็ได้ทำเหมือนกันแล้วก็ได้มีการ พลิกแพลงเนื้อเรื่องอะไรให้มันได้มีความ ตื่นเต้นไปมากกว่านั้นด้วยนะยกตัวอย่างก็ อย่างเช่นแทนที่พวกเขาจะเอา 2 เทพมารวม กันให้เป็นเทพองค์อย่างเดียวใช่มั้ยพวก ฮินดูเนี่ยก็จะมีการแต่งเรื่องราวให้เทพ เหล่านั้นไปเป็นองค์อวตารอะไรกันได้นะ ครับผมอย่างเช่นว่าพระกฤษณที่ว่ากันว่า เป็นร่างอวตารขององค์วิษณุเนี่ยเา้าก็มี การไปเจอหลักฐานโบราณนะครับว่าจริงๆแล้ว องค์กฤษณเนี่ยก็เหมือนเป็นกับองค์เทพอีก องค์นึงที่ได้ถูกบูชาโดยชาวอินเดียต่าง ท้องถิ่นนะครับผมแล้วก็เอามารวมๆกันอีกที เสร็จแล้วเนี่ยก็เอามาแบบเป็นเวอร์ชั่น ร่างอวตารอะไรกันแบบนี้หรือแม้กระทั่งจะ
เป็นพระศิวะเองนะครับที่เอาจริงๆจแล้ว เนี่ยชื่อของพระศิวะนะครับอย่างที่บอกไป ว่ามันไม่ได้ถูกจารึกอยู่ในคัมภีร์พระเวท เลยหากแต่ว่ามันจะเป็นชื่อของเทพอีกองค์ นึงมากกว่าที่มีนามว่ารูด้านะครับไม่รู้ ว่าจะอ่านออกเสียงถูกหรือเปล่านะแต่เอา เป็นว่าเทพองค์นั้นเนี่ยในคัมภีร์พระเวท เวลาเขาอธิบายบรรยายอะไรนะครับก็จะมี ลักษณะค่อนข้างคล้ายคลึงกับพระศิวะมากเลย น่ะนั่นแหละครับในเวลาต่อมาก็เลยมีการ สันนิษฐานว่าท่านเทพรูด้าองค์นี้เนี่ยก็ ได้มีการถูกนำมาพัฒนาดัดแปลงอะไรจน กระทั่งปุ๊งเกิดเป็นพระศิวะในเวอร์ชั่น ยุคโมเดิร์นที่เราได้เห็นกันนี่แหละครับ ผมหรือว่าไอ้ศิวลึงที่เราเห็นแล้วเรามัก จะเอิ่คิดไปถึงอย่างงั้นใช่มั้ยครับจริงๆ แล้วเนี่ยเขาคก็ว่ากันว่าไอ้คนโบราณสมัย ก่อนเวลาที่เขาตั้งศิวลึงอะไรขึ้นมาเนี่ย นะครับเค้าไม่ได้คิดถึงร่างกายของผู้ชาย นะแต่เขาเป็นเหมือนกับเป็นการเปรียบเปยนะ ว่าพระศิวะนะครับเป็นพระที่แบบพวกเขามอง ไม่เห็นว่ามีรูปร่างลักษณะเป็นยังไงน่ะ ดังนั้นเองเขาเลยเอาก้อนหินก้อนนึงอ่ะมา ตั้งไว้โด่ๆงั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์เหมือน กับเป็นตัวแทนของว่าพระศิวะเนี่ยทรงอยู่ ตรงนั้นนะครับที่ในเวลาต่อมาไอ้ไอเดียมัน ก็ถูกพัฒนามาว่ามันเป็นลึงด้วยไซที่แบบ รูปลักษณ์ของหินน่ะมันก็แบบดูตั้งชูช่อ ขึ้นมาอย่างงั้นยังไงล่ะแต่้าว่าเรื่อง นี้นะครับมันก็ยังดูจิ๊บๆไปเลยนะถ้าหาก เราไปดูประวัติของคู่ครองพระศิวะหรือว่า พระแม่ปวัตรนะครับที่ขานเนี่ยแกจะมีร่าง ซุปเปอร์ไซย่าแบบหลากหลายร่างกันเลยที เดียวซึ่งหนึ่งในร่างที่เราคุ้นๆกันนั่น ก็คือพระแม่กาลีนั่นเองนะครับผมที่ถ้าหาก ใครสนจะอยากฟังเรื่องนี้แล้วก็ลิงก์อยู่ ด้านล่างเลยนะครับผมซึ่งในเวลาต่อมาเมื่อ ฮินดูได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นวิถีชีวิตของ อินเดียใช่มั้ยครับมันก็เหมือนกับจะกลาย เป็นหนึ่งในเครื่องมือในการควบคุมทางการ เมืองของอินเดียชนด้วยนะครับยกตัวอย่างก็ อย่างเช่นไอ้เรื่องวรรณะเนี่ยแหละที่ชาว ฮินดูนะครับเขาจะสอนว่ามนุษย์ทุกคนเนี่ย ได้เกิดมามีฐานะที่ไม่เท่ากันครับและแต่ ละคนเนี่ยก็ควรจะปฏิบัติตามฐานะของแต่ละ คนนั่นแหละไม่ควรจะทำอะไรที่มันล้ำเลิศ เกิดเลยไปกว่านั้นนะครับครับเพราะเขาได้ เปรียบเทียบเหมือนกับว่ามนุษย์ทุกคนที่ ได้เกิดมาตามวรรณะต่างๆเนี่ยก็จะมาจาก ส่วนที่แตกต่างกันของร่างกายพระพรหมครับ คือไอ้พวกที่มันออกมาจากส่วนหัวของพระ พรหมเนี่ยก็จะเป็นพวกวรรณะดีๆที่เป็นพวก พระเป็นพวกนักบวชอะไรพวกเนี้ยส่วนไอ้พวก ที่ออกมาจากท้องหรือเท้าอะไรของพระพรหมนะ ครับก็อยู่ต่ำลงไปต่ำลงไปแล้วพวกนี้เนี่ย ก็ต้องรับใช้คนชั้นสูงครับนั่นแหละในเวลา ต่อมาไอ้เรืื่องนี้นะครับมันก็เลยเป็น ปัญหาทางด้านชนชั้นของอินเดียกันนะครับผม และก็แน่นอนครับว่ามันก็ต้องมีกลุ่มพวก ฮินดูหัวกบฏน่ะแบบะถ้าเราเชื่อพวกทวยเทพ เราเชื่อว่าเรามาจากพระพรหมแบบนี้แล้วเรา ต้องมาอยู่ตามวันน้ำไม่เอาอ่ะเราจะไปอยู่ ทำไมเราไม่ขอเกิดมาจากเทพเราขอแบบเกิด อะไรแบบธรรมดาเสียมากกว่าแล้วเราก็จะไม่ หาหนทางการนิพพานโดยการไปพึ่งทวยพึ่งเทพ อะไรด้วยแต่ว่าเราต้องมาหาทางหลุดพ้นแห่ง วัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิดโดยการปฏิบัติ นั่นเองนะครับผมนั่นแหละครับในเวลาต่อมา ไอ้แนวคิดที่มันดูแตกแยแบบนี้เนี่ยมันก็ ได้มาพัฒนาพัฒนาจนกระทั่งแตกแขนงสาขากลาย มาเป็นศาสนาพุทธแล้วก็ศาสนาเชนนี่แหละ ครับผมที่ไอ้ไอเดียของพุทธบางส่วนเนี่ย เดี๋ยวต่อมานะครับมันจะถูกรวมกลับเข้าไป ผนวกกับฮินดูแล้วก็กลายเป็นฮินดูสาย โมเดิร์นอะไรขึ้นมาใหม่อีกอย่างเช่นพวก สายโยค้ะอะไรแบบนี้ที่ก็ว่ากันว่ามันมี การพัฒนาจากความเชื่อในเรื่องการปฏิบัติ ตนเองจะทำให้ตนเองเนี่ยสามารถหลุดพ้นจาก วัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิดได้นะครับก็ ว่ากันว่ามันก็มีมีไอเดียที่ถูกดัดแปลง กลับมาจากทางพุทธอีกทีเหมือนกันซึ่งไอ้คำ ว่าโยคะในที่นี้เนี่ยเพื่อนๆอย่าเพิ่งไป คิดถึงแต่เรื่องการยืดตัวอะไรที่แบบผู้ หญิงเขาทำจะให้ได้เชฟสวยๆงามๆกันอย่าง เดียวนะครับแต่ถ้าว่าโยคะในบริบทนี้เนี่ย มันจะหมายถึงพวกการบำเพ็ญตนอะไรนั่นแหละ ครับซึ่งนั่นแหละครับถ้าหากใครสนใจอยากจะ ให้แอดทำเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับศาสนาอื่น อีกเนี่ยก็สามารถคอมเมนต์มาบอกกันได้ที่ ด้านล่างนะครับผมแต่ถ้าหากเป็นศาสนา คริสต์อิสลามหรือซิกเนี่ยแอดก็ได้ทำเอา ไว้แล้วลิงก์อยู่ข้างใต้คำบรรยายเลยนะ ครับผมที่ถ้าหากวันนี้แอดได้พูดอะไรผิดไป หรือสะกดคำไหนไม่ถูกเนี่ยก็ต้องขออภัย เพื่อนๆมาด้วยนะครับและเอาเป็นว่าเราก็ ต้องขอลาไปก่อนล่ะเด้อบ๊ายบาย