การเล่าเรื่องไม่ว่าจะในหนังหรือใน วรรณกรรมเป็นอะไรที่ผมรักมาเสมอครับและผม ก็เข้าใจดีครับว่าปัญหาของคนคิดงานเล่า เรื่องเนี่ยบางทีมันไม่ใช่การที่เราไม่มี ไอเดียที่ดีครับแต่การจะทำให้ไอเดียที่ดี เหล่านั้นเนี่ยมันออกมาเป็นเรื่องราวที่ สนุกเป็นชิ้นเป็นอันอันนี้แหละครับที่มัน ยากซึ่ง 1 ตัวช่วยในการที่นำไอเดียเหล่า นั้นเล่าเรื่องออกมาให้มันเป็นรูปเป็น ร่างสมบูรณ์มากขึ้นสิ่งนั้นก็คือโครง สร้างการเล่าเรื่องคลิปนี้ยาวแน่นอนครับ บอกเลยก็หวังว่ามันจะไม่น่าเบื่อเกินไปนะ ครับแล้วผมก็ได้รวมไฟเอกสารรวบรว Story Structure แบบต่างๆมาให้ไว้กันนะครับหาก ใครต้องการสนับสนุนช่องของเราก็สามารถกด สมัครเมกันได้ครับผมขอบคุณเมบทุกท่านแลก็ ขอบคุณนักเหล่าเรื่องทุกคนที่แวะชมกัน เข้ามานะครับไปดูกันต่อดี กว่าโ let's do it โครงสร้างการเล่าเรื่องมันคือเครื่อง มือที่เอาไว้ใช้ลำดับเหตุการณ์ที่มันจะ เกิดขึ้นในเรื่องราวทั้งหมดครับมันจึง เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวเฟรมเวิร์คกระดูก ของเรื่องราวของเราเลยทีเดียวทำให้เรา เห็นภาพรวมของเรื่องแล้วก็ก็เรียบเรียง เรื่องราวเหล่านั้นให้มันเป็นระบบจัดการ กับลำดับเหตุการณ์อารมณ์จังหวะของเรื่อง ราวของเราได้อย่างมีแบบแผนมากขึ้นทำให้ เรื่องราวของเราเนี่ยมันไม่หลงทางหรือออก ทะเลมากเกินไปและทำให้เราสามารถต่อยอดราย ละเอียดต่างๆในเรื่องราวของเราได้ง่ายและ ชัดเจนขึ้นและมันก็จะทำให้ผู้ชมหรือผู้ อ่านเนี่ย Connect กับเรื่องราวที่เรา กำลังเล่าอยู่ถ้าจะบอกว่าการเขียนบทมัน เป็นศิลปะในแง่โครงสร้างการเล่าเรื่อง เนี่ยครับมันจะมีความเป็นตรรกะความเป็น วิทยาศาสตร์อยู่ในนั้นนิดๆแต่ก็ไม่ได้ หมายความว่าถ้าเราจะใช้โครงสร้างการ้า เรื่องแบบไหนมันจะการันตีว่าเรื่องราวของ เรามันจะสนุกและเป็นเรื่องราวที่ดีนะครับ อันนี้ก็ต้องอาศัยการทดลองและนำไปใช้แล้ว เอ่อแล้วพกับ Story Structure มันต่าง กันไงอ่ะครับ plot ภาษาไทยมันคือโครง เรื่อง Story Structure ผมขอเรียกว่า โครงสร้างการเล่าเรื่องนะครับที่มันแตก ต่างกันก็คือ plot เนี่ยมันคือลำดับเหตุ การณ์ในรูปแบบของเนื้อหาครับแต่ Story Structure เนี่ยมันคือ framework หรือ เครื่องมือเรื่องของโครงสร้างการเล่า เรื่องเนี่ยมีคนที่ให้แนวคิดให้เครื่อง มือไว้หลายรูปแบบเลยครับในคลิปนี้ผมก็รวม หลายรูปแบบแบบที่เป็นที่นิยมในการใช้เป็น สันตั้งต้นของเรื่องราวของเราเริ่มกันที่ แบบแรกครับแบบคลาสสิคหรือโครงสร้างการ เล่าเรื่องแบบดั้งเดิมโครงสร้างการเล่า เรื่องแบบนี้เป็นแบบที่เราแทบจะเห็นบ่อย ที่สุดล่ะครับและก็ถือว่าเป็นรากฐานของ เรื่องราวต่างๆที่เราได้เห็นกันเลยที เดียวมันประกอบไปด้วย 5 พาร์ทหลักๆครับ คือ 1 exposition exposition คือพารท ที่เล่าเรื่องของชีวิตธรรมดาของตัวเอก ครับมันก็คือการปูเรื่องนั่นแหละเล่าว่า ตัวเอกคือใครโลกของเขาเป็นแบบไหนความ ต้องการความฝันเขาคืออะไรจนได้มาเจอกับ เหตุการณ์พลิกผันบางอย่างนำไปสู่พารที่ 2 ก็คือ Rising Action Rising Action
คือเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ตัวเอกของ เรามีเป้าหมายครับเช่นตัวเอกของเราอกหัก จึงพยายามทำทุกอย่างที่ทำให้ผู้หญิงที่ หักอกเขากลับมารักเขาให้ได้ Ring Action เนี่ยมันก็จะนำพาเราไปสู่จุดสุดยอดของ เรื่องครับก็คือ Climax Climax ก็คือจุด สูงสุดของเรื่องราวนั้นเช่นตัวเอกของเรา ต้องไปเผชิญหน้ากับหญิงสาวคนนั้นที่หักอก เขาหลังจาก Climax แล้วก็จะเป็นเป็นเหตุ การณ์ที่เรียกว่า Falling Action Falling Action ก็คือผลของการกระทำจาก Climax นั้นเช่นพระเอกได้บอกรักผู้หญิง คนนั้นผู้หญิงคนนั้นอาจจะลักเข้ากลับหรือ จะเดินทางออกจากเมืองไปเลยก็ได้ส่วนสุด ท้ายจะเรียกว่า resolution นะครับหรือจุด คลี่คลายจุดคลี่คลายก็จะเป็นบทสรุปครับ หลังจากการเดินทางของเรื่องราวของเราจุด สุดท้ายแล้วตัวเอกจะลงเอยยังไงแสดงให้ เห็นธีมหรือแก่นเรื่องซึ่งอย่างตัวอย่าง ของเราอาจจะเป็นเรื่องของสุดท้ายรักใครก็ ไม่เท่ารักตัวเองน้ำเน่าจัดๆอันนี้ก็จะ เป็นตัวอย่างของโครงสร้างการเร้าเรื่อง แบบคลาสสิคหรือแบบดั้งเดิมครับโครงสร้าง การเร้าเรื่องแบบต่อมาครับที่เป็นที่นิยม เหมือนกันก็คือ 3x Structure หรือโครง สร้าง 3 องค์แน่นอนครับว่าเรื่องราวเนี่ย มันคือการแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นทุกเรื่องราวเนี่ยมันก็ต้องมี จุดเริ่มต้นจุดตรงกลางและก็จุดจบแค่ 3 คำ เนี่ยครับมันก็สร้างตรรกะให้กับการเล่า เรื่องของเราแล้วโครงสร้างการเล่าเรื่อง แบบ tract Structure เนี่ยหน้าตาของมัน ก็จะเป็นประมาณนี้ครับประกอบไปด้วยองค์ ที่ 1 คือ setup นี่มัน set up ใน Part setup เนี่ยมันคือพาเกริ่นนำครับว่าตัวละครของ เราคือใครโลกของเขาคืออะไรความต้องการ ต่างๆคืออะไรซึ่งเหตุการณ์ในแอคที่ 1 เนี่ยมันอาจจะจบลงด้วยการที่ตัวเอกของเรา เจอจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาตัดสินใจก้าว เข้าสู่ความท้าทายใหม่ๆแอคที่ 1 เนี่ย ความยาวของมันก็จะประมาณ 20 25% ของ เรื่องครับพอจบแอที่ 1 ก็จะนำมาสู่แอที่ 2 คือ confrontation หรือหรือการเผชิญหน้า ก็จะเป็นการ Build up เรื่องราวต่างๆให้ มันสนุกยิ่งขึ้นมีการเรียนรู้ของตัวละคร เจอคอนฟลิกย่อยๆเพื่อจะนำไปสู่ Conflict ใหญ่ตอนท้ายเรื่องและเดินหน้าเข้าสู่แที่ 3 แที่ 3 มันก็จะเป็นจุดสูงสุดของเรื่อง และหลัง
kmax เปลี่ยนเหตุการณ์ Falling Action คือเหตุการณ์ที่มันคลี่คลายแล้ว หลังจากการสู้ลบหรือจุด Climax โครงสร้าง การเล่าเรื่องแบบ 3x Structure เนี่ยมัน ไม่ได้ใช้แค่กับหนังหรือวรรณกรรมอย่าง เดียวแต่มันสามารถใช้กับเนื้อหารูปแบบ อื่นๆได้อีกเช่นรายการสคดีหรือแม้แต่คลิป YouTube ครับเล่ามา 2 โครงสร้างการเล่า เรื่องเนี่ยหลายๆคนก็จะเห็นแล้วใช่ไหมม ครับว่ามันมีจุดร่วมบางอย่างในแต่ละโครง สร้างการเล่าเรื่องจุดที่แตกต่างกันมันก็ จะเป็นในรายละเอียดปีกย่อย mindset การนำ เครื่องมือเหล่านั้นไปใช้หรือลำดับเหตุ การณ์ในโครงสร้างการเล่าเรื่องเหล่านั้น เราไปดูโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบต่อไป กันครับ fre attack Pyramid โครงสร้าง การเล้าเรื่องนี้ตั้งชื่อมาจากนักเขียน ชาวเยอรมันครับที่ชื่อว่า gusta frack มีองค์ประกอบหลายๆหลายอย่างเนี่ยมาจากรูป แบบดั้งเดิมแล้วก็รูปแบบของ 3x Structure แต่โครงสร้างการเลเรื่องแบบเครับจุดเริ่ม ต้นของมันมาจากเรื่องราวดราม่าโศก อนาตกรรมซึ่งมีหน้าตาแบบนี้ครับประกอบไป ด้วยจุดแรกก็คือ inu ก็จะคล้ายๆกับที่เรา พูดมาครับคือจุดเริ่มต้นหรือจุดปูเรื่อง ขั้นต่อมาก็จะเป็น Rising Action นำมา สู่ Climax หลัง Climax ก็จะเป็น RE return หรือ for แล้วก็มาสู่ขั้นตอนสุด ท้ายคือ catastrophe จุดต่ำสุดของตัวละคร จุดสูญเสียจุดสุดท้ายของโกอนาตกรรมโครง สร้างการ้าเรื่องแบบนี้ถ้าเรานึกอันดับ ต้นๆก็คงจะเป็นเรื่องแบบโอแอน juli หรือ ของไทยก็จะคล้ายๆกับเรื่องคู่กรรมครับแบบ ต่อมาคือ The Heroes Journey การเดิน ทางของ วีรบุรุษโครงสร้างการเรเรื่องแบบนี้เป็น ที่นิยมอีกแบบนึงครับโด่งดังจากการค้น คว้าของ jf cambell ที่เขาศึกษาเกี่ยว กับจุดร่วมบางอย่างของเรื่องเห่าจากทั่ว ทุกมุมโลกมีชื่อเรียกประเด็นนี้ว่ามิโนก็ คือ 1 ใช่ไหมมครับมิสก็คือเรื่องเล่า เรื่องราวต่างๆไม่ว่ามันจะอยู่ซีกไหนของ โลกเนี่ยมันก็มีจุดร่วมบางอย่างที่ว่า ด้วยเรื่องของการเดินทางของวีรบุรุษการ ศึกษาของเขาเนี่ยก็เกิดเป็นหนังสือชื่อ ว่า Hero with thousand faces จากแนว คิดนี้ครับก็ได้สรุปมาเป็นขั้นตอนการเดิน ทางของวีรบุรุษที่วีรบุรุษต้องเจอใน
เรื่องราวต่างๆขั้นแรกคือ The ordinary World คือโลกและวิถีชีวิตปกติของฮีโร่คน นั้นครับก็เป็นขั้นปูเรื่องนั่นเองขั้น ต่อมาคือ The C of Adventure มีเหตุ บางอย่างครับที่ทำให้ชีวิตของฮีโร่ของเรา เนี่ยมันไม่เหมือนเดิมมีความท้าทายหรือ ปัญหาคลกที่เขาต้องไปแก้ไขอย่างที่ 3 ก็ คือ refusal of the Core เป็นช่วงที่ ฮีโร่ของเราลังเลครับว่าจะเอายังไงกับ ความท้าทายนั้นช่วงนี้ก็อาจจะเผยให้เห็น ถึงความกลัวคมด้อยบางอย่างของฮีโร่ของเรา ก็ได้ครับเพื่อที่จะขยายธีมเรื่องให้ชัด ขึ้นขั้นที่ 4 คือ meeting the mentor เจอกับผู้แนะนำผู้ชี้ทางมาในรูปแบบของ บุคคลตัวอย่างอาจารย์ผู้สอนขั้นที่ 5 คือ crossing The First Test H จุดที่ ฮีโร่ข้ามสู่การผจญภัยใหม่ๆออกจาก Comfort Zone หรือโลกเกาของเขาขั้นที่ 6 Test allies enemies ก็จะเป็นการผจญภัยของ ตัวเอกเจอบททดสอบเจอความท้าทายเจอทั้ง มิตรและศัตรูขั้นที่ 7 Approach to the inm cave ก็คือฮีโร่ของเรามาจุดที่ใกล้ กับเป้าหมายที่เขาต้องการครับขั้นที่ 8 The Audio ฮีโร่เจอความท้าทายที่ยิ่ง ใหญ่ครับแต่นี้อาจจะไม่ใช่ Final Boss สุดท้ายนะครับอาจจะเป็นการที่เขาเอาชนะ ความกลัวในใจเขาได้ขั้นที่ 9 คือ reward ฮีโร่ได้รับรางวัลนะครับขั้นที่ 10 คือ the road Back ฮีโร่ค้นพบว่าการถึง เป้าหมายของเขาเนี่ยมันอาจจะไม่ใช่จุด หมายปลายทางที่แท้จริงแต่มันยังมีความน่า กลัวความท้าทายบางอย่างที่รออยู่ขั้น 11 resection คือความท้าทายสุดท้ายเป็น Final Boss เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดขั้นที่ 12 คือ return with the eler ตัวละครของเรากลับมาสู่โลกปกติของ เขาแต่อาจจะกลับมาที่สภาวะบางอย่างที่มัน เปลี่ยนไปเขากลับมาพร้อมความยิ่งใหญ่หรือ
ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างถ้าเราไปศึกษาต่อ เรื่อง hero's Journey เนี่ยครับอาจจะมี รายละเอียดต่างๆปีกย่อยที่แตกต่างกันแต่ ก็จะมีโครงสร้างภาพรวมประมาณนี้คล้ายๆกัน ครับแบบต่อมาคือ dan haron Story Circle วงล้อเรื่องราวของ dan haron อันนี้ก็เป็นเหมือนอีกหนึ่งเวอร์ชั่นของ hero's Journey ครับพัฒนาโดย dan haron เขาเป็น co creator ของอนิชเรื่องโปรด ของผมครับก็คือเรื่อง rick and morty ข้อแตกต่างของวงล้อ dan haron กับ hero's Journey เนี่ยคือวงล้อของ dan haron นะ ครับจะเป็นโครงสร้างการ้าเรื่องที่โฟกัส กับคาแรคเตอร์ arc หรือปมของตัวละครจะ เจาะจงไปที่ความต้องการเป้าหมายบางอย่าง ที่จะนำตัวละครเหล่านั้นไปสู่ความเปลี่ยน แปลงจะประกอบไปด้วยจุดแรกครับคือจุดที่ ตัวละครอยู่ใน Comfort โนครับอันนี้ก็ เป็นการปูเรื่องนั่นแหละขั้นที่ 2 คือเขา มีความต้องการบางอย่างครับความต้องการของ เขาก็จะนำไปสู่จุดเปลี่ยนบางอย่างในชีวิต ทำให้เขาออกจาก Comfort โซนขั้นที่ 3 คือ เค้าก้าวเข้าสู่จุดที่เขาไม่คุ้นเคยครับ คือตัวละครเจอความท้าทายบางอย่างที่มาจาก ความต้องการที่เขาตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก ขั้นที่ 4 คือการปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่ สิ่งนั้นเมื่อเขาเจอความท้าทายแล้วเนี่ย เขาก็จะมีการต่อสู้มีการปรับเปลี่ยนตัว เองเพื่อที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่เขาตั้ง ใจไว้ขั้นที่ 5 คือเขาได้สิ่งที่เขาหวัง แต่สิ่งที่เขาได้เนี่ยมันอาจจะไม่ได้ยิ่ง ใหญ่ไม่ได้สมหวังหรือมันมาพร้อมกับผลเสีย บางอย่างนำไปสู่ขั้นที่ 6 คือการมีราคา ที่เขาต้องจ่ายเคิดได้ว่าสิ่งที่เขา ต้องการเนี่ยมันนำมาซึ่งบางสิ่งบางอย่าง ที่เขาต้องเสียไปขั้นที่ 7 คือเขากลับมา สู่โลกปกติของเขาครับและตัวละครของเราก็ กลับมาพร้อมบางสิ่งบางอย่างที่เขาได้ เรียนรู้ด้วยขั้นที่ 8 คือเขาได้เปลี่ยน แปลงครับจากการเผชิญกับ 7 ขั้นตอนก่อน หน้านี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไปแง่ที่ดีขึ้น หรือแย่ลงก็แล้วแต่วงล้อของ dan haron เนี่ยครับเหมาะกับพอเรื่องที่เป็นรูปแบบ คคต different plot เป็น plot เรื่องที่
ความต้องการของตัวละครเนี่ยเป็นแรงผลัก ดันให้เรื่องราวนั้นมันดำเนินไปนั่นเอง ครับ ผมแบบต่อมา fian Curve fix Curve ถูก พูดถึงในหนังสือที่ชื่อว่า The Art of Fiction ของ John gardner เป็นโครง สร้างการเล่าเรื่องที่เน้นการเล่าคอนฟลิก ปัญหาหรืออุปสรรคที่ตัวละครต้องเจอหลัก การง่ายๆครับคือโยนอุปสรรคไปเรื่อยๆให้ ตัวละครต้องเผชิญไปนำไปสู่จุดไมกโครง สร้างการเล่าเรื่องแบบนี้ยครับผมก็นึกถึง พวกหนัง herer หนังลอต่างๆที่ตัวละครเจอ คอนฟลิกแบบไม่หยุดพักเจอปัญหานี้เหมือนจะ แก้ได้แล้วก็เจอปัญหาใหม่ที่ตามมาซึ่งใน ภาพใหญ่ของโครงสร้างการเล้าเรื่องแบบนี้ ครับมันจะอ้างอิงจาก thex Structure แต่ ในรายละเอียดปีกย่อยเนี่ยมันจะแตกต่างจาก thex Structure ออกไปลองมาดูขั้นแรก ครับคือ Rising Action ของ fen Curve มันจะมีการลดทอนการปูเรื่องปกติลงแต่เปิด มาก็ให้ตัวละครเจอกับปัญหาเลยจากนั้นก็ โยนปัญหาต่างๆที่มันใหญ่ขึ้นตามมาจาก 1 ปัญหาไป 2 ปัญหาไป 3 ไป 4 แต่ปัญหาแต่ละ อันเนี่ยมันควรจะเชื่อมโยงกันเป็นเหตุ เป็นผลแล้วก็เป็นปัญหาที่มัน make เซนส์ ในโลกนั้นๆที่ตัวละครอยู่ปัญหาต่างๆเหล่า นั้นครับมันก็จะนำมาสู่ Climax จุดสูงสุด ของเรื่องแบบ Fiction Curve เนี่ยมันคือ ปัญหาที่มันใหญ่ที่สุดมันอาจจะมาจากปัญหา เล็กๆก่อนหน้านี้ยิ่งเราใส่ความเกี่ยวโยง กันของปัญหามีการใส่ปมใส่ for Shadow มี การแสดงให้เห็นว่าตัวละครของเราเเรียนรู้ เพื่อที่จะมาเอาชนะปัญหาใหญ่ใน Climax มันก็จะทำให้เรื่องราวของเรามีความกลม แล้วก็ Climax สุดท้ายเนี่ยมันมี Impact กับเรื่องราวมากขึ้นหลังจาก Climax ก็จะ นำมาสู่จุดสุดท้ายคือ Falling Action ก็ จะเป็นช่วงที่คนดูได้พักหายใจเรื่องราว ขี้คายลงอาจจะจบแบบ Happy Ending Bad ending หรือหรือจะทิ้งปมไว้ให้คนดูปวด หัวต่อก็แล้วแต่เลย ครับอีกอันนึงที่ได้รับความนิยมครับคือ Save The Cat Beat
Cheat เป็นโครง สร้างการ้าเรื่องที่คิดค้นโดย blake snider ที่มันมีชื่อประหลาดว่า Save The Cat หรือการช่วยชีวิตแมวเนี่ยมันเหมือน เป็นการเปรียบเทียบครับที่เราต้องสร้าง ความรู้สึกให้ตัวละครเป็นที่รักมีศีลธรรม เหมือนกับการที่เขาได้ช่วยชีวิตแมวเอาไว้ และมุมมองของโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Save The Cat เนี่ยครับเขาจะมองลำดับ เหตุการณ์การเล่าเรื่องเนี่ยเป็นเหมือน จังหวะที่ที่คนเขียนบทกำหนดเอาไว้ทั้งหมด จึงเรียกรวมกันว่า Save The Cat Beat Cheat รูปแบบนี้ครับเป็นโครงสร้างการ เล้าเรื่องที่มีการกำหนดรายละเอียดไว้ ค่อนข้างยิบยับเลยทีเดียวบางคนก็อาจจะคิด ว่ามันเป็นการตีกรอบการเขียนบทมากเกินไป หรือเปล่าแต่ถ้าเราดูดีๆเนี่ยจังหวะการ เล่าเรื่องแบบนี้ยครับถูกนำมาใช้แพร่หลาย เลยทีเดียวมาดูกันครับว่ามีส่วนประกอบ อะไรบ้างก็จะเปิดมาที่จุดแรกครับคือ Opening image เป็นช็อตเปิดครับถ้าเป็น ในนิยายก็จะเป็นพาฟแรกที่ดึงดูดผู้อ่าน หรือผู้ชมของเราพารทต่อมาคือ set up set up ก็คือการปูเรื่องครับก็เหมือนเดิมตัว ละครคือใครต้องการอะไรขั้นที่ 3 คือ Team status ก็จะเกริ่นว่าเรื่องราวของเราแกน เรื่องมันเกี่ยวกับอะไรจะนำไปสู่สิ่งที่ ตัวละครต้องเจอในตอนท้ายเรื่ององค์ประกอบ ต่อมาคือ calis catalyst ก็คือเหตุการณ์ พลิกผันครับเป็น turning Point ที่จะ เข้ามาเปลี่ยนชีวิตตัวละครต่อมาก็คือ debate debate ก็จะคล้ายๆกับ refusal The Call To Adventure แบบ hero's Journey ครับเผยให้เห็นถึงความลังเลใจ ของตัวละครที่เขาปฏิเสธการผจญภัยครั้งนี้ ต่อมาคือ Break into Two ตัวละครตัดสิน ใจออกสู่โลกใบใหม่เจอความท้าทายใหม่ขั้น ต่อมาคือ Be Story ครับคือการเล่าสพอของ เรื่องครับอาจจะเล่าเรื่องราวตัวละครรอบ ข้างเรื่องราวความรักของพระเอกนางเอกแต่ ถ้าใจให้ดีเนี่ยใน Part B Story มันก็ ควรจะเป็นอะไรที่ขยายปมเรื่องใหญ่ของเรา ให้มันชัดเจนขึ้นไม่ได้หลุดจากกันเรื่อง หลักขั้นต่อมา The Promise of the premise จะเป็นการเล่าความสนุกให้กับ
เรื่องได้อย่างเต็มที่เล่าเรื่องการเผชิญ โลกใหม่ของตัวละครก็ก็จะเล่าฉากแอคชั่น สนุกๆได้ครับเหมือนทุกอย่างจะไปได้ดีจนนำ มาสู่พารทต่อไปคือ mid Point mid Point ก็จะเป็นช่วงที่ตัวเอกพบกับความท้าทาย ใหม่ครับโลกของเขาที่เขาผจญภัยเนี่ยมัน ไม่ได้สวยงามมีอุปสรรคบางอย่างที่มันรอ อยู่มีตัวร้ายที่น่ากลัวสิ่งที่เขาเคยคิด ไว้มันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดอีกต่อไป พารต่อมาคือ Bad Guys co in ความท้า ทายใหม่ใกล้เข้ามาครับตัวร้ายของเราเผย โฉมความน่ากลัวได้ชัดเจนขึ้นพาร์ทต่อมาค is Lost ก็จะเป็นพารทที่ตัวเอกสูญเสีย บางสิ่งบางอย่างที่มันยิ่งใหญ่อาจจะสูญ เสียพลังสูญเสียคนรักหรือสิ่งสำคัญสำหรับ เขามากๆหลังจากสูญเสียครับก็จะนำมาสู่พาร ต่อมาคือ Dark Knight of the Soul เป็นพารทที่ทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ยมันดูมืด มนจนเขาได้พบกับความหวังใหม่ครับความหวัง นั้นอาจจะมาในรูปแบบข้อมูลแผนการพลังใหม่ ๆและเขาก็จะเห็นหนทางที่จะเอาชนะคอนฟลิก ใหญ่หรือตัวร้ายของเรื่องได้พารต่อมาคือ Break into Three การเข้าสู่พารสุด ท้ายของเรื่องครับหลังจากที่เขาได้พบความ ความหวังใหม่นั้นครับตัวเอกก็จะตัดสินใจ ทำตามแผนการหรือลุกขึ้นมาเอาชนะความท้า ท้าที่ใหญ่ที่สุดนั้นนำมาสู่ finale ก็จะ เป็น Part Kim Max นั่นเองครับพทสุด ท้ายของเรื่องคือ Final image เห็นการ เปลี่ยนแปลงเห็นบางสิ่งบางอย่างที่สะท้อน แก่นของ เรื่อง Save The Cat Beat sheet ก็ เป็นเครื่องมือที่น่าสนใจครับใครสนใจก็ สามารถไปดูเว็บไซต์ต่อได้ชื่อว่า Save The Cat โครงสร้างการเล้าเรื่องแบบสุดท้าย ครับคือ 7 Point Story Structure หรือ โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ 7 จุดเครื่อง มือนี้ครับพัฒนามาจากนักเขียนที่ชื่อว่า dan wales เป็นโครงสร้างการเล่าเรื่อง น้องใหม่ที่ได้รับความนิยมว่าด้วยเรื่อง ของ 7 จุดที่เป็นองค์ประกอบของเรื่องราว ของเราองค์ประกอบ 7 จุดในเรื่องอ่ะครับ มันอาจจะไม่ได้แตกต่างจากองค์ประกอบใน โครงสร้างการ้าเรื่องแบบอื่นมากนักแต่ โครงสร้างการเล้าเรื่องแบบ Seven Point Story Structure เนี่ยมันแตกต่างที่มุม
มองและวิธีการในการคิดงานครับที่มันสร้าง ความยืดหยุ่นให้กับคนเขียนบทเราลองมาดู กันก่อนดีกว่าว่า 7 จุดนั้นมันมีอะไรบ้าง แล้วค่อยมาดูต่อว่ามีวิธีการคิดแบบไหนจุด แรกครับคือ The Hook The Hook ก็ตาม ชื่อเลยครับคือจุดที่ดึงดูดผู้อ่านหรือ ผู้เสบเรื่องราวเหล่านั้นให้ได้เป็นการปู เรื่องเห็นถึงความน่าสนใจของตัวเอกทำยัง ไงก็ได้ให้คนดูเนี่ยเอาใจช่วยตัวเอกคนนี้ ไว้จุดที่ 2 คือ plot Point 1 plot Point 1 เนี่ยพูดง่ายๆมันก็คือ Call To Adventure ใน Hero Journey นั่นแหละ ครับคือเหตุการณ์หักเหจุดเปลี่ยนที่ตัว ละครต้องเจอจุดที่ 3 คือพิ Point คำว่า pinch Point ผมขอเรียกง่ายๆว่ามันเป็น Conflict 1 แล้วกันครับมันน่าจะเข้าใจ ง่ายกว่าคือจุดที่ส่งให้เรื่องราวของเรา เนี่ยมันมีความเครียดขึ้นทำให้ตัวเอกเจอ จุดเปลี่ยนบางอย่างจาก Conflict 1 ก็จะ นำมาสู่ midpoint ครับเป็นจุดกลางเรื่อง ที่เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ของเรื่องหรือตัว ละครเอของเราพอจบ mid Point ตัวเอกได้ เปลี่ยนไปแล้วเขาก็ได้มาเจอกับ pinch Point 2 หรือ Conflict ที่ 2 ครับที่ทำ ให้แรงตึงเครียดของเรื่องเนี่ยมันแรงมาก ขึ้นอาจจะเป็นแผนการที่มันล้มเหลวการต่อ สู้ที่ไม่ชนะโดนหักหลังจากเพื่อนจาก pinch Point 2 นำมาสู่ plot Point 2 ซึ่งใน plot Point 2 ก็จะเป็นจุดที่ตัวละคร เอกได้เรียนรู้บางอย่างแล้วก็ได้เจอกับ Conflict หลักของเรื่องด้วยจุด Kim Max ก็จะอยู่แถวๆนี้ครับพอจบ Kim Max แล้ว เนี่ยก็จะนำมาสู่ resolution หรือจุดคลี่ คลายครับก็คล้ายๆกับที่เรารู้จักกันก่อน หน้านี้ครับจากที่เล่ามาครับทั้ง 7 จุด มันก็ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เราไม่เคยรู้จัก
แต่วิธีการคิดเรื่องแบบ 7 จุดเครับเขาแนะ นำให้เริ่มจากคิดตอนจบของเรื่องก่อนนะ ครับคิด resolution ว่าตัวเอกของเราจะกาย ไปสู่อะไรเมื่อคิดตอนจบแล้วก็ค่อยมาคิด ตอนต้นครับวิธีการคิดแบบนี้มันจะทำให้เรา เห็นถึงความต่างและการเปลี่ยนแปลงของตัว ละครได้ชัดเจนขึ้นหลังจากคิดตอนจบและตอน ต้นได้แล้วจุดต่อมาคือจุด mid Point หรือจุดกลางเรื่องครับก็จะเป็นข้อต่อของ จุดเริ่มต้นแล้วก็จุดจบครับตอนเราจะคิด จุดเปลี่ยนหรือจุด mid Point ของเรื่อง เนี่ยเราก็ต้องถามครับว่ามีเหตุการณ์อะไร ที่มันจะเปลี่ยนพระเอกของเราจากคนต๊อก ต๋อยนำไปสู่การเป็นผู้พิชิตได้บ้างพอหลัง จากได้ 3 จุดสำคัญนะครับคือจุดจบจุดต้น แล้วก็จุดกลางแหละแล้วเราก็จะค่อยๆเติม รายละเอียดต่างๆที่มันว่างครับอย่างเช่น Config ทั้ง 2 จุดหรือจุดพ Point ทั้ง 2 จุดอันนี้ก็สามารถใส่ไอเดียที่มันเกี่ยว ข้องกับเรื่องราวของเราได้เลยผมมองว่า วิธีการคิดเรื่องแบบนี้ยครับมันก็ได้เปิด มุมมองใหม่ๆในการคิดเหมือนกันตัวผมเองก็ ยังไม่เคยนำแนวคิดนี้ไปใช้กับงานของตัว เองนะครับแต่คิดว่ามันก็น่าจะเป็นการโยน มุมมองใหม่ๆให้กับสมองนักเล่าเรื่องของ เราครับผม